วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คิดถึงอาจารย์ศิลป์















แง่งามในความจริง
โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ (พลเกิ้ง)


มนุษย์คนหนึ่งทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในสิ่งที่ตนเชื่อ ยึดมั่นในความดีงามในวิถีของตนอย่างไม่เสื่อมสลาย กระทั่งพร้อมสลายความสุขสบายภายนอกเพื่อประกอบสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น สิ่งเหล่านี้มิใช่สิ่งที่เป็นปกติของผู้คนทั่วไป จะกระทำได้ ถึงกระนั้นวิถีแบบนี้ก็ไม่ใช่ระยะทางอันห่างไกลที่ปุถุชนคนหนึ่งจะก้าวย่างไปถึง
การจะกล่าวถึงอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ในแง่อุดมคติทางศิลปะเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็สรรเสริญในองค์ความรู้ต่าง ๆ อันประกอบเป็นสร้างสรรค์ และวิชาการที่นำมาสั่งสอนลูกศิษย์ แต่ในแง่งามแห่งความเป็นมนุษย์กลับไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับท่านในมุมนี้เท่าไร
จากบทความทางศิลปะที่อาจารย์ศิลป์เขียนในวาระต่าง ๆ เป็นสิ่งที่การันตีถึงความกระจ่างในด้านวิชาการศิลปะของท่านเป็นอย่างสูง ซึ่งเมื่อได้ศึกษาหลักฐานทางวิชาการดังกล่าว จะเห็นว่าท่านไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการลอกเลียนแบบอย่างตะวันตก แต่ให้เรียนรู้เฉพาะเทคนิคและวิธีในการแสดงออกซึ่งในส่วนความรู้สึกทางจิตวิญญาณควรจะเป็นของเฉพาะตนเท่านั้น
จุดยืนดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตว่า ผลงานของลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์หลายคน ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะโดยมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่เทียมเท่ากับนานาชาติได้
เมื่อศึกษาชีวิตของท่านจะเห็นว่า หากท่านยังคงอยู่ในโลกตะวันตกก็ย่อมจะมีชีวิตที่สุขสบายทั้งด้านชื่อเสียงและรายได้มากกว่าเป็นข้าราชการธรรมดาในประเทศไทย ซึ่งได้รับเงินเดือนน้อยมากหากเทียบกับหน้าที่และการงาน แต่ท่านกลับยินดีที่จะเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นที่รักของศิษย์มากกว่าจะเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์มีผลงานชั้นเลิศและได้รับเกียรติยศอันเป็นฐานแห่งความสุขภายนอกสำหรับตน
สิ่งที่น่าสนใจคืออาจารย์ศิลป์เป็นชาวตะวันตก ดังนั้นวิถีต่าง ๆ ของท่านย่อมต่างจากชาวตะวันออก สิ่งทั้งปวงเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหากับท่านในการใช้ชีวิตอย่างแน่นอน แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจความลำบากนี้ กลับยังคงใช้ชีวิตปกติแบบชาวไทย ซึ่งไม่เหมือนคนไทยอีกหลายคนที่กลับทำตัวเลอเลิศเพริศความรู้กว่าคนอื่นทั้ง ๆ ที่ตัวเองกลับว่างเปล่าทางปัญญา
อาจารย์ศิลป์ไม่เคยสร้างงานศิลปะเพื่อชื่อเสียงหรืออามิสใด ๆ ในขณะที่ลูกศิษย์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ต่างพะวงกับความสำเร็จในชีวิต ทั้งด้านรายได้และชื่อเสียงเกียรติยศ หรือเลยไปถึงศิลปินระดับชาติ แต่อาจารย์ศิลป์กลับต้องการครอบครัวที่อบอุ่นเล็ก ๆ พื้นที่ในการทำงานศิลปะที่ท่านรัก และลูกศิษย์ที่รักและศรัทธาในความรู้ที่ท่านได้ถ่ายทอดให้
ในขณะที่ลูกศิษย์หยิ่งผยองอุปโลกน์ตัวตนใหญ่เท่าภูเขา ไปไหนมาไหนมีอัตตาราวกับผู้วิเศษ ทว่าอาจารย์กลับสวมชุดสีกากีของข้าราชการธรรมดา ๆ และไม่เคยแสดงความอหังการกับผู้ใด ท่านยังคงปรารถนาให้ผลงานเป็นดั่งบทสนทนาระหว่างศิลปิน ศิลปะ และมหาชน
สรรพสิ่งที่ถูกหลอมรวมเป็นอาจารย์ศิลป์ คือความสมบูรณ์อีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์ผู้ไม่ยอมให้อัตตากลืนกิน เป็นคนทำงานศิลปะที่อุดมไปด้วยความรู้และปรัชญาส่วนตัวที่น่านับถือ
หากศิษย์ของอาจารย์ศิลป์ทั้งหลาย ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ กำลังแสวงหาอัตลักษณ์แห่งตน ก็คงไม่ต้องเสาะหาบุคคลใดที่ไกลตัวมาเป็นแบบอย่าง เพราะอาจารย์ศิลป์คือแบบอย่างคนทำงานศิลปะที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

วันผ่านเปลี่ยน
โดย: วีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ (อายิโน๊ะ)


“ลองมองไปที่สุดขอบฟ้าเหนือผิวทะเลที่ส่องประกายจะเห็นเงาลางๆ ลอยเลื่อนอยู่อยากโดดเดี่ยว นั้นคือ เรือซานต้า ลูเซีย “

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พุทธศักราช 2505 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นบนเรือ ซานต้า ลูเซีย กัปตันใหญ่ผู้ก่อร่างสร้างสมความดีงามได้ลาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ได้ฝากมรดกอันยิ่งใหญ่มหาสารให้ไว้แด่ศิษย์และประเทศชาติ
สายธารแห่งประวัติศาสตร์พัดพาทุกสิ่งเหลือเพียงคุณความดีที่ยังคงอยู่ วีรบุรุษผู้กล้าหาญทางการเมืองการสงครามมีมากมาย แต่วีรบุรุษผู้เสียสละในฐานะครูที่แท้จริงกำลังถูกลืม ความถ่อมตน เสียสละ และจริงใจให้ในการสอนอย่างไม่มีปิดบัง พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกเรื่อง ไม่ได้เป็นครูอาจารย์เฉพาะหน้าที่หรือในห้องเรียน ทุกสิ่งนี้มีเต็มเปี่ยมอยู่ในคนผู้นี้ เค้าคือ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี บุคคลสำคัญที่เริ่มถูกมองข้าม กัปตันใหญ่แห่งเรือ ซานต้า ลูเซีย นาวาแห่งศิลปการศิลปากร
หลังจากวันแห่งความสูญเสียนั้น ความเงียบงันราวกับวันสิ้นโลกปกคลุมไปทั่วสถานที่แห่งนี้และในจิตใจของศิษย์ทุกคน ยังดีที่หลักธรรมแห่งความจริงได้สอนไว้ถึงความไม่เที่ยงอันเป็นธรรมดาของโลก มีเพียงสิ่งเดียวที่ตอบแทนคุณอาจารย์ได้คือสืบสานพัฒนาความตั้งใจและวิชาความรู้ที่อาจารย์มอบให้ไว้ต่อไป
หลังจากนั้นมรดกต่างๆที่อาจารย์มอบไว้ได้เดินทางผ่านวันปีแห่งเหตุการณ์ การเปลี่ยนแปลง สิ่งต่างๆมากมายกัดกร่อนทำลายคุณค่าในอดีตจนเริ่มเลือนราง จากเรื่องจริงกลายเป็นประวัติศาสตร์เป็นตำนานเป็นเรื่องเล่าสุดท้ายเหลือเพียงเสียงลมที่พัดผ่าน ความยิ่งใหญ่แห่งอดีตกำลังถูกรื้อถอนด้วยปัจจุบัน อดีตถูกมองเป็นเพียงสิ่งคร่ำครึไร้ค่า โยนมรดกสำคัญทิ้งอย่างขยะที่ไร้ประโยชน์โดยหลงลืมว่าครั้งหนึ่งสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ตนมุ่งปรารถนาและเคยได้รับประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้รับสืบทอดต่อมาได้แต่กากเดนที่บิดเบือน เพราะการที่ต้องการก้าวเดินตามผู้อื่นทำให้เราหลงลืมสิ่งดีงามที่เรามีอยู่ ยิ่งวิ่งไล่ตามก็ยิ่งหลงทางมองไม่เห็นรอบข้างและตนเอง
ดังนั้นเราจึงควรหยุดวิ่งและลองมองพิจารณาตนเองมองให้เห็นความต่างพิเศษที่มี ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่มาแห่งสิ่งต่างๆและคุณค่าของอดีต ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบอดีตแต่เพียงนำมาปรับใช้หรือมองเห็นคุณค่า อดีตคือเหตุของปัจจุบันอนาคตคือผลของปัจจุบัน
การรู้คุณค่าของอดีตไม่จำเป็นว่าเราต้องมานุ่งโจงกระเบนห่มสไบ เพียงแค่ไม่ดูถูกอดีตซึ่งเปรียบเหมือนการดูถูกผู้มีพระคุณและบุพการีของตนก็พอ เนื่องจากขณะนี้ความลุ่มหลงบิดเบือน เริ่มแผ่ปกหลุมจึงอยากกระตุ้นเตือนให้ลองหันมาพิจารณาสิ่งอันทรงค่าที่เรามีอยู่ และบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ควรนำเป็นแบบอย่างและเราไม่ควรลืมเลือน...
...อาจารย์ศิลป์ พีระศรี.

เนื่องในนิทรรศการคิดถึงอาจารย์ศิลป์
โดย: เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ (ลายเซ็นเซอร์)


…พอข้าพเจ้าได้ยินชื่อนิทรรศการครั้งนี้แล้วก็นึกถึงความหลังในอดีตใน สมัยที่เรียนศิลปากร โดยมหาวิยาลัย และคณะจะมีการจัดงานรำลึกถึงศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
ในทุกวันที่ 15 กันยายน ของทุก ๆ ปี เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ รวมไปถึง คณาจารย์ ศิษย์เก่า และนักศึกษาคณะอื่นๆทั่วทั้งมหาวิทยาลัย บุคคลภายนอกที่ อยากจะเข้ามาซึมซับบรรยากาศแบบพี่แบบน้องในรั้วศิลปากรท่านอาจารย์ที่เคย เรียนกับท่าน อาจารย์ศิลป์โดยตรง ก็จะมาเล่าประสบการณ์ ความประทับใจและ ความตั้งใจ นิสัยใจคอ และบรรยากาศการเรียน
ในสมัยนั้นหนุ่มอิตาเลียนนาม Corrado Feroci ได้เดินทางเข้ามารับราช การอยู่ในราชสำนักของพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย เริ่มซึมซับศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีของไทย รักประเทศไทย และพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ ความสามารถให้แก่ลูกศิษย์ที่เริ่มศึกษาศิลปะในสมัยนั้นให้รู้จักคำว่าศิลปะสมัย ใหม่ โดยมิให้ลืมสิ่งสำคัญนั่นคือความเป็นไทย
บัดนี้ข้าพเจ้าและกลุ่มเพื่อนที่มีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงงานในนิทรรศการที่ชื่อว่า “คิดถึงอาจารย์ศิลป์” พวกเราถือเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ศิลป์รุ่นที่ 58 แม้จะมิได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้โดยตรง แต่ด้วยการหล่อหลอม ความรู้ ทัศนคติ ความมุ่งมั่น ด้วยรากฐานที่มั่นคงแห่งการสร้างสรรค์ และมองเห็นถึง ความงาม ความประณีตในวัฒนธรรมของตนเอง และวัฒนธรรมใหม่ที่ผสมปนเปเข้ามาจากการพัฒนาของประเทศผสมผสานและผ่านกาลเวลามายาวนานโดยกำเนิดความหวังทางศิลปะ จากรุ่นสู่รุ่นเป็นปึกแผ่นที่มั่นคง จนกลายเป็นคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ในปัจจุบัน
ในการแสดงงานครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ เป็นเสมือนการรวมตัวทาง ความคิด ถึงแม้เพื่อนบางคนบางท่านมีภาระกิจมากมาย การสร้างสรรค์ผลงานใน แต่ละชิ้นไม่สะดวกดั่งเดิม แต่พวกเราที่มีโอกาศหรือพอที่จะมีเวลาสร้างสรรค์ก็ ถือเป็นความยินดี และเป็นสุขเมื่อได้ร่วมงานแลกเปลี่ยนความคิด เป็นครั้งคราว ด้วยความต่อเนื่อง เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของคำว่าศิลปะและเป็นก้าวที่เต็มไป ด้วยความระลึกถึง...

อาจารย์ศิลป์ ตัวผม และเวลา
โดย: ปรานต์ ชาญโลหะ (ดาวโหลด)


ผมไม่แน่ใจว่าได้รู้จักชื่ออาจารย์ศิลป์ตอนไหน ไม่แน่ใจว่ารู้จักก่อนหรือหลังชื่อของคณะจิตรกรรม แต่ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ผมได้เข้ามาในคณะจิตรกรรมนั้นเป็นวันอาจารย์ศิลป์ ภาพที่เห็นคือรูปเคารพขนาดเท่าคนจริงที่ดูเป็นกันเองกับผู้คนที่เข้ามาไหว้ทำความเคารพ บรรยากาศที่ดูอบอุ่นเต็มไปด้วยผู้คนที่แปลกๆ ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยที่เล็กที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ครั้งนั้นทำให้ผมได้รู้จักและสัมผัสกับลานอาจารย์ศิลป์เล็กๆแห่งนี้ และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไหว้ทำความเคารพรูปปั้นของท่าน
จากวันนั้นมาผมก็ใช้เวลาอีกหลายปีมาก กว่าจะได้เข้ามาไหว้รูปเคารพของท่านอย่างเต็มภาคภูมิ ก็คือวันที่ผมเข้ามาในฐานะน้องใหม่ของคณะจิตรกรรม แต่นั้นผมก็ได้ทำความเคารพรูปปั้นของท่านตลอดมา ทั้งบางครั้งบางเวลาที่อากาศสบายๆตรงฐานของรูปปั้นอาจารย์ก็ได้เป็นที่พักอาศัยเป็นที่นั่งเล่นพูดคุยกับเพื่อนๆ บางครั้งก็เป็นที่หลับนอนชั่วคราวยามเหนื่อยล้า
จวบจนเวลาผ่านไปผมเรียนจบทั้งชั้นปริญญาตรีและโท รวมเวลาเกือบ 9 ปีที่ผมอาศัยอยู่ในคณะจิตรกรรม ผมเห็นรูปเคารพของท่านยังคงอยู่เช่นเดิม ให้ความอบอุ่นสร้างความผูกพันกับศิษย์รุ่นหลานรุ่นเหลนไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ว่าคณะจิตรกรรมจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยตามกระแสของโลกบริโภคนิยม แต่ท่านก็ยังคงเป็นอาจารย์ศิลป์ของทุกคน ท่านยืนอยู่ตรงนั้นแล้วบอกกับลูกศิษย์ทุกคนผ่านคำพูดที่บันทึกไว้ตรงฐานรูปปั้นของท่านว่า “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” ท่านพูดย้ำพูดซ้ำของท่านทุกวันทุกคืนยืนท้าแดดท้าลมผ่านฝนผ่านหนาวเพียงเพื่อบอกกับศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าว่า “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว”
และวานนี้ผมมีโอกาสกลับเข้าไปในคณะจิตรกรรมอีกครั้ง อาจารย์ศิลป์ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมท่ามกลางบรรยากาศที่เหงาจับใจ ผมยอมรับว่าไม่เคยเห็นคณะจิตรกรรมเงียบเหงาไร้ผู้คน ไร้ชีวิตชีวาแบบนี้มาก่อน ไม่มีคนอยู่ทำงานศิลปะ ไม่มีเสียงสนุกเฮฮาล้อมวงเหมือนที่เคยเป็น ไม่มีอาจารย์ ไม่มีรุ่นพี่ ไม่มีรุ่นน้อง ไม่มีป้าทำความสะอาด ไม่มีลุงยาม ไม่มีกระทั่งหมาสักตัวที่เคยเห็นและคุ้นเคย มีแต่โต๊ะอันว่างเปล่า มีแต่ตึกที่ถูกปิดไร้คนอาศัย มีเพียงเศษดอกไม้และใบไม้ที่ร่วงหล่นอย่างหนาแน่นรอบรูปเคารพของอาจารย์ศิลป์ ผมมองไปยังฐานของรูปปั้นเห็นคำว่า “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” คำ ๆ นี้ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม แล้วได้ผุดขึ้นมาจากความทรงจำลึกๆก้องกังวานอยู่ในจิตใจนี้อีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจหรือหดหู่ใจกันแน่ ที่ผมได้กลับมาเห็น กลับมายืนอยู่ตรงนี้ที่ๆผมเคยอยู่ แล้วมองเห็นรอบรูปเคารพของท่าน มองเห็นลานอาจารย์ศิลป์ที่เคยผูกพันร้างลาจากผู้คน
ท้ายที่สุดนี้ผมอาจจะไม่เคยได้เห็นตัวจริงของอาจารย์ศิลป์ ไม่เคยได้ร่ำเรียนกับท่าน แถมตัวผมเองยังเป็นศิษย์รุ่นเหลนนอกรีดที่ไม่เชื่อในคำพูดหลายๆคำของท่านที่เกี่ยวกับศิลปะและชีวิต แต่ผมเชื่อในคุณค่าความดีงาม ความจริงใจในการทำงานและการสอนศิลปะของท่าน ผมเชื่อว่าอาจารย์ศิลป์คือมนุษย์ที่ควรค่าแก่การไหว้การเคารพของลูกศิษย์ทุกๆคน กรรมใดที่ผมประกอบขึ้นในฐานะของคนที่ทำงานศิลปะ เพียงเพื่อบำบัดทุกข์และค้นหาสัจจะของชีวิต กระทำขึ้นด้วยจิตอันบริสุทธิ์ปราศจากความทะเยอทะยาน คุณค่าความดีงามเพียงเล็กน้อยนี้ผมขออุทิศให้กับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ร่วงลับและกำลังจะเลือนหาย

วันวาน วันก่อน วันนี้
โดย: เจตนิพัทธ์ ธาตุไพบูลย์ (อ่อมทิพย์)


เมื่อวันวาน...
เก้าอี้ตัวยาวสีเขียวที่ผมและเพื่อนได้นั่งมองดูรูปปั้นฝรั่งที่ยืนสง่าอยู่หน้าลานของคณะจิตกรรมฯ พร้อมกับคำถามว่า “ฝรั่งคนนี้เป็นใคร ทำไมที่นี่ถึงมีอนุสาวรีย์ฝรั่ง?” นั่นเป็นการรู้จักท่านครั้งแรกพร้อมด้วยความโง่เขลา
เมื่อเข้ามาในสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง...
ผมได้มีโอกาสเข้ามาเป็นศิษย์รุ่นที่ห้าสิบแปด ก็ยังนับว่าห่างไกลยิ่งที่จะได้มีโอกาส ร่ำเรียนและสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ผู้เป็นจิตวิญญาณของศิลปะสถานแห่งนี้ ครั้งหนึ่งภายใต้จิตสำนึก ผม และเพื่อนๆกำลังนั่งเขียนรูปและคุยกันอยู่ข้างๆของอนุสาวรีย์ตรงหน้าลานคณะจิตรกรรมฯ จู่ๆก็มีชายคนหนึ่ง รูปร่างสันทัดท่าทางใจดี สวมเสื้อผ้าสีกากี เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับพูดว่า...
“นายๆขยันๆ หน่อยสินาย อย่าขี้เกียจ”
ผมหันไปมองตามเสียงของชายผู้นั้นซึ่งเป็นบุคคลคนๆเดียวกันกับอนุสาวรีย์ “อาจารย์ศิลป์!!” ผมอุทานพลันตื่นขึ้นในเวลาเดียวกัน ด้วยความรู้สึกที่อบอุ่นเสมือนหนึ่งได้พบกับอาจารย์ศิลป์ในโลกแห่งความจริง ทำให้ผมยังคงสามารถจดจำเหตุการณ์ในคืนนั้นได้จนถึงทุกวันนี้
เมื่อวันนี้ยังดำเนินอยู่...
เก้าอี้ตัวยาวตัวเดิมสีเขียวหน้าคณะฯ ผมและเพื่อนก็ยังคงนั่งมองดูรูปปั้นของท่านอาจารย์ศิลป์ที่คุ้นตาด้วยความรู้สึกที่สำนึกในพระคุณของท่าน แม้ว่าจะไม่เคยได้พบหรือเรียนกับท่านครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม ทุกครั้งที่ทำงานศิลปะ ผมยังคงรู้สึกอบอุ่นประดุจว่า อาจารย์ศิลป์ท่านยังคงเฝ้ามองดูพวกเราเหล่าลูกศิษย์ของท่านอยู่เสมอ แม้ว่าตัวท่านจะจากไปนานแล้วก็ตาม

ด้วยความระลึกในพระคุณ.

งามไทยในเทศ
โดย: อนุรักษ์ ชัยคงสถิตย์ (เทอร่า)


“...ศิลปะสุโขทัยก่อรูปขึ้นเมื่อศิลปะสุโขทัยหันไปพิจารณาธรรมชาติอย่างถ้วนถี่ และศึกษาเพื่อที่จะคิดฝัน ทำแบบอย่างพระพุทธรูปอันงดงามในอุดมคติต่อไป คนไทยเข้าใจดีถึงคำว่าลอกเลียนแบบธรรมชาตินั้นมิใช่การสร้างสรรค์ศิลปะ ดังนี้จึงกล่าวได้ว่า งานสุโขทัยก่อกำเนิดขึ้นด้วยการเข้าใจธรรมชาติอย่างแจ่มแจ้งนั่นเอง...”
นี่คือทัศนะของ ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่มีต่อศิลปะไทยสมัยสุโขทัย จะเห็นได้ว่าท่านนั้นมีทัศนะคติที่เปิดกว้างพร้อมทั้งยังเข้าใจในหัวใจของศิลปะไทยได้อย่างลึกซึ้ง อาจจะมากกว่าคนไทยหัวดำอย่างเราทั้งหลายด้วยซ้ำ หลายครั้งที่พวกเรามักจะลืมรากแห่งตนไปชั่วขณะ หลายคนหลงวัฒนธรรมตะวันตก หรือบางทีอาจเป็นเพราะรสชาติของบ้านเรานั้นมันไม่เร้าจิต จึงพยายามขวนขวายสรรหารสชาติแบบแปลกใหม่มาลิ้มลองกันแบบผิด ๆ ถูก ๆ
เราทั้งหลายคงทราบดีว่าท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คือฝรั่ง แต่การที่ท่านได้ย่างก้าวเข้ามาในสยามเรานั้น ท่านนำเอาศิลปะตะวันตกมาสู่ศิลปะไทยที่มีแบบแผนแบบดั้งเดิม ก่อให้เกิดผลยังความเปลี่ยนแปลงรูปแบบศิลปะในสยามประเทศเรา ท่านได้นำรสชาติศิลปะตะวันตกมาให้เรา ๆ นั้นได้ลิ้มลองและเข้าถึงรสนั้นได้อย่างถ่องแท้จนหลายคนแสดงออกได้ไม่แพ้ฝรั่งชาติใด พร้อมกันนั้นท่านก็เข้าถึงศิลปะไทย อย่างยากที่คนไทยทั้งหลายจะเข้าสัมผัสถึงเช่นกัน
ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวชมว่า
“...วัดสุทัศน์เป็นวัดที่มีแผนผังงามที่สุดของสถาปัตยกรรมไทยยุครัตนโกสินทร์นี้...”
เชื่อว่าเราอาจจะเคยผ่านเสาชิงช้า เข้าออกวัดสุทัศน์มาไม่มากก็น้อย แต่จะมีสักกี่คนที่เพ่งพินิจพิเคราะห์ออกมาได้อย่างท่าน เพราะวัดสุทัศน์นั้นได้วางแปลนแผนผังถอดแบบมาจากคติไตรภูมิล้วนๆ ซึ่งวัดสุทัศน์ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งสำคัญที่ใจกลางพระนครพอดี ตามคติโบราณแล้วควรเป็นที่ตั้งของพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ อันเป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งจักรวาล
เขตพุทธาวาสของวัดสุทัศน์ประกอบด้วยสองบริเวณหลักซึ่งได้รับการวางผังและจัดองค์ประกอบอย่างรอบคอบ ให้มีความสัมพันธ์กัน บริเวณแรกประกอบด้วยพระวิหารหลวงตั้งอยู่บนฐานยกพื้นสูง ล้อมรอบด้วยลานประทักษิณกว้างและพระระเบียง ส่วนอีกบริเวณหนึ่งมีพระอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วตั้งขวางอยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารหลวงภายนอกพระระเบียงออกไป พระวิหารหลวงวางตัวตามแนวเหนือใต้ ส่วนพระอุโบสถตั้งอยู่ตามแนวที่ตั้งได้ฉากกับแนวแกนของพระวิหารหลวงที่จุดกึ่งกลางพอดี และหันหน้าสู่ทิศตะวันออก ซึ่งเมื่อเรามองมุมตรงด้านหน้าวัดจากระยะไกล ๆ จะเห็นพระวิหารหลวงตั้งเด่นเป็นตระหง่านโดยล้อมรอบด้วยพระระเบียงลดหลั่นลงมาทั้งยังมีพระอุโบสถตั้งขวางเป็นฉากหลัง ส่งให้พระวิหารหลวงอวดทรวดทรงโอ่อ่าออกมาได้อย่างงดงามหาที่ใดเปรียบ
จากการเข้าใจในภูมิสถาปัตกรรมแบบไทยถึงขนาดจับจิตของคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างอาจารย์ศิลป์นั้น นับว่าท่านไม่เคยหยุดที่จะลิ้มรสศิลปะทั้งยังเข้าถึงรสชาติแบบละเมียดเป็นที่สุด
“มนุษย์ยิ่งสามารถเข้าถึงเรื่องของจิตใจและพุทธิปัญญาได้มากเพียงใด วิญญาณของมนุษย์ก็จะยิ่งลอยพุ่งขึ้นไป ณ แดนบริสุทธิ์ได้สูงเพียงนั้น”
นี่คือคำจากบทความ “การเข้าถึงศิลปะ”ซึ่งเป็นของท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เราคงไม่ต้องบรรยายว่าวิญญาณของท่านนั้นอยู่ ณ ที่แห่งใด.

อาจารย์ศิลป์ของผม
โดย: เรวัต รูปศรี (อามสตรอง)


...ก่อนที่จะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร
ผมเดินเข้ามาไหว้รูปปั้นที่หน้าคณะจิตรกรรม
โดยนำพวงมาลัยดอกมะลิมาสักการะ
ตอนนั้น...
ผมรู้แค่ว่า
รูปปั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมเป็นชาวฝรั่งที่เป็นคนก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรปัจจุบันผมจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร
และทำงานศิลปะตามที่ อ.ศิลป์ได้กล่าวไว้ว่า
"ถ้านายคิดถึงฉัน นายทำงาน..."
ทุกวันสำคัญๆ
ผมยังนำพวงมาลัยดอกมะลิมาสักการะรูปปั้นชาวฝรั่ง
ที่ชื่อ...
อ.ศิลป์ พีระศรี

เรื่องศิลปะเฉพาะตัวของเรา
โดย: ฉายดนัย ศิริวงศ์ (มุขหอม)


ถ้าจะกล่าวถึงสถานบันสอนศิลปะใด เก่าแก่ และทรงคุณค่าในจิตใจ ของเราคงมีเพียง หนึ่ง เดียวคือ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งมีรากฐานที่ดีจากการวางไว้โดย ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ชาวอิตาเลียน ผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ ทักษะทางศิลปะไว้อย่างเข้มข้นทั้งแนวความคิดและหลักการเรียนการสอนที่เป็น Academic
ส่งผลสืบทอดจาก อ.ศิลป์ จากรุ่นสู่รุ่นส่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ต่อลูกศิษย์มานานแสนนานจวบจนปัจจุบันการ และอีกยาวไกลในอนาคตเราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีสายเลือดของคณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร อย่างเข้มข้น
ตั้งแต่เด็กก็ชอบศิลปะ จนกระทั่งเข้าเรียนวิทยาลัยช่างศิลป์เพื่อฝึกฝนทักษะพื้นฐานของศิลปะในหลาย ๆ แขนงให้เข้าใจ สามารถทำงานศิลปะได้อย่างฝัน ความปรารถนาที่จะเข้าศึกษาด้านศิลปะคือ คณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร ศึกษาเล่าเรียนจากอาจารย์ผู้สอนและได้ ฝึกฝน ความรู้ความคิด และการสร้างสรรค์ศิลปะจากระดับปริญญาตรีจวบตนปริญญาโท
ถ้าเปรียบเทียบถึงศิลปะคืออะไรใน ชีวิตตอบได้เลยว่าศิลปะคือส่วนหนึ่งในชีวิตเป็นเลือดเนื้อและเป็นความคิดส่วนสำคัญของร่างกายเราไปแล้ว.

สารแด่อาจารย์ศิลป์
โดย: ธนพันน์ มูลกันทา (เพียงเฮาหมู)


รูปปั้นที่ตระหง่านอย่างน่าเกรงขามในภาพอันอบอุ่นของกลุ่มชายหัวเกรียนกับกลุ่มผู้หญิงผมแปลก ถูกบันทึกรวมกันเมื่อครั้งวันแรกที่ได้ถูกยอมรับเป็นรุ่นน้องของคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ เมื่อปีพ.ศ. 2544 เป็นภาพแห่งความใฝ่ฝันกับความประทับใจเล็ก ๆ ที่ศิษย์รุ่นหลังมากอย่างผมได้มีเก็บไว้
กระทั่งเมื่อจบการศึกษา ลักษณะทางกายภาพของกลุ่มคนในภาพเปลี่ยนไป บางคนหายไป บางคนยืนนิ่งเนียนดั่งผู้สำเร็จการศึกษาพร้อมพวกพ้องทั้ง ๆ ที่ยัง...
แต่รูปปั้นด้านหลังไม่เปลี่ยนแปลงเลย น่าเกรงขาม และเปี่ยมศรัทธาจากคนหลายรุ่น...ท่านคือผู้ให้

มีเพียงคำบอกเล่ากับการศึกษาประวัติของท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จากหนังสือที่ทำให้ผมรู้เรื่องราวเกี่ยวกับท่าน โดยเฉพาะหนังสือ "อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์" ของสำนักวิจัย ศิลป์ พีระศรี ที่ผมได้รับมา นับเป็นของขวัญที่สำคัญยิ่ง (สำหรับผมลำพังนักศึกษาปี 1 คงไม่มีปัญญาซื้อหนังสือเล่มละ 500 บาทมาเก็บไว้แน่ในตอนนั้น) เนื้อหาด้านในที่ผู้อาวุโสหลายท่านได้เขียนถึงความในใจ ความผูกพัน ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ ช่างซาบซึ้งมาก คำพูด คำสั่งสอนของอาจารย์ศิลป์ ได้ถูกบันทึกไว้ผ่านความทรงจำ ผ่านการสอน ว่ากล่าวตักเตือนจากอาจารย์ รุ่นอาวุโส และปัจจุบัน เหมือนสารศักดิ์สิทธ์ที่ฝากไว้สู่คนรุ่นต่อ ๆ ไป ตัวผมรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำได้อย่างคนรุ่นก่อน เสียดายโอกาสที่เคยได้รับ อับอาย ต่อตนเอง ละเลยหน้าที่ เหลวไหล…
“พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว” ผมขอยกบทความตอนหนึ่งในหน้าสุดท้ายของปกหลังด้านในหนังสือที่อ้างถึงข้างต้น
“ศิลปินมีความประหลาด มีข้อบกพร่อง และมีคุณสมบัติต่างๆเหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายทั่วๆไป แต่ศิลปินได้รับความรู้สึกที่ไวยิ่งกว่า และมีลักษณะส่วนตัวมากกว่า ศิลปินบางคนช่างคิดฝัน บางคนอารมณ์ร้าย บางคนตลกโปกฮา บางคนเป็นนักเยาะเย้ย กระทบกระเทียบ บางคนขมขื่น และอิจฉาตาร้อน บ้างก็เป็นคนเปิดเผย ใช้เงินหมดทุกสตางค์จนเกินรายได้ และบางคนก็งกเงิน”
(ศิลป์ พีระศรี: อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์)
ศิลป์ พีระศรี ในทัศนของผมในบทนี้ ท่านได้กล่าวไว้เพื่อเตือนสติ สติในความเป็นปกติชนของคนทำงานศิลปะ เพื่อปรามความบิดเบือนแห่งยุคสมัย ชีวิตอันเปล่าเปลือย ปัญหาชีวิต เครดิตกับเวลา และปัจจัยแห่งการดำรงอยู่จะไม่มีอิทธิพลในบทบาทของข้ออ้างอีกต่อไป ถ้าหากผมทำงาน ทำงาน ทำงานศิลปะ ทำงานศิลปะ ศิลปะคงทำให้ผมเป็นคนในกลุ่มนั้นได้อย่างเต็มบทบาทและภาคภูมิ...
...ผมจะซ่อมมัน.

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ยืนเด่นโดยท้าทาย : วิเคราะห์และเปรียบเทียบ “เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา” และภาพยนตร์จีนเรื่อง “Ip Man (2008)”

โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ (2552)

ท่ามกลางความจลาจลทางปัญญาของสังคมไทยในปัจจุบัน ปัญญาชนแต่ละกลุ่ม ผู้คนในสังคมแต่ละพวก ล้วนใฝ่หาข้ออ้างอันชอบธรรมให้กับกลุ่มของตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อใช้ในการสถาปนาตัวตนต่อสังคม แต่ละฝ่ายมักยกอุดมการณ์ของตนเหนือวิสัยทัศน์ของผู้อื่นเสมอ บางกลุ่มแถลงอุดมการณ์ของตนด้วยความสัจจริง ทว่ายังมีอีกหลายกลุ่มเช่นกันที่มักสร้างอุดมคติอันเลอเลิศเพริศพริ้ง แต่แท้ที่จริงเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อชักจูงประชาสัมพันธ์ไปสู่ผลประโยชน์เพียงกลุ่มของตนเองเท่านั้น
กว่าห้าปีที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชนเกิดขึ้นคล้ายกับปรากฏการณ์ที่เคยมีในอดีต ฉากหน้าความเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มต่างแสดงความชอบธรรมให้กับอุดมการณ์ของตน อีกทั้งชักจูงมวลชนด้วยบรรยากาศการชุมนุมต่างๆ เช่น การพูดบนเวทีในที่สาธารณะ มีการแสดงละครล้อการเมือง และที่ขาดไม่ได้คือการแสดงสดของดนตรีการเมือง

“เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา” ถือเป็นเพลงปลุกใจในการต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนอยู่เสมอ ในห้วงเวลานี้ก็เช่นกัน ผู้ชุมนุมทางการเมืองแต่ละกลุ่มต่างก็มีการนำเพลงนี้มาร้องกันในระหว่างที่มีการชุมนุมอย่างมีความหมายเฉพาะของตน หลายครั้งเพลงนี้กลายเป็นเพียงเพลงพื้นๆที่ร้องรำกันอย่างแสนสามัญ แต่ถ้าหากเข้าไปดูประวัติศาสตร์ของเพลงนี้แล้ว จะทำให้ค้นพบความหมายที่ยิ่งใหญ่ซึ่งผูกพันกับผู้ประพันธ์ด้วย



จิตร ภูมิศักดิ์ นักปราชญ์ผู้ประพันธ์เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา

“เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา” เป็นเพลงที่ประพันธ์โดย จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเป็นเป็นนักคิดด้านการเมือง ประวัติศาสตร์ และภาษาศาสตร์ นับว่าเป็นหนึ่งในนักปราชญ์ นักปฏิวัติทางความคิด และวิชาการคนสำคัญแห่งยุคสมัย เขาถือเป็นนักวิชาการคนแรกๆที่กล้าถกเถียงและคัดค้านปราชญ์คนสำคัญด้วยวิธีคิดที่มีเหตุผลอย่างลุ่มลึก มีความโดดเด่นจากผลงานการค้นคว้าทางวิชาการที่แปลกใหม่และลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็ยังมีความคิดต่อต้านระบอบเผด็จการ และการใช้อำนาจกดขี่ของชนชั้นสูงมาโดยตลอด

ผลงานของจิตรแต่ละอย่างล้วนแสดงออกถึงความกล้าหาญในความคิด เขาวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยเหตุผลได้กระจ่างอย่างน่าทึ่ง แม้ว่าบุคลิกที่ดูเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ ทว่าวิถีชีวิตและมุมมองของเขาต่อสรรพสิ่งกลับโลดโผนเกิดผู้คนในยุคนั้นจะยอมรับได้ สิ่งเหล่านี้เองอาจจะเป็นหนึ่งในความเป็นตัวตนของจิตร ที่ทำให้เขาต้องประสบเคราะห์อยู่เสมอ ตั้งแต่กรณีถูกจับโยนบกในสมัยที่เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดจนถึงการติดคุกลาดยาวในระยะหลังของชีวิต (พ.ศ. 2503-2505) ตราบจนออกจากคุกจึงเดินทางสู่ไพรพนาหวังรับใช้อุดมการณ์ด้วยการจับปืนเป็นนักปฏิวัติ และไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เสียชีวิตลงจากการถูกกระสุนปืน ณ ชายป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509

การเสียชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นเพียงสายลมแผ่วๆ สำหรับผู้มีอำนาจในยุคนั้น เขามิได้มีความสำคัญเท่าใดนักกับชนชั้นปกครอง หากแต่การสูญสิ้นชีวิตของเขากลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ปัญญาชนคนหนุ่มสาวในยุคนั้นเริ่มให้ความสำคัญกับผลงานอันทรงคุณค่าของเขามากยิ่งขึ้น ยิ่งในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ผลงานของจิตรนับว่าเป็นประดุจหนึ่งในคัมภีร์ทองสำหรับปัญญาชนหัวก้าวหน้าในยุคนั้น อาทิเช่น “ศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะเพื่อประชาชน” เป็นต้น และ ณ ห้วงเวลาเช่นนั้น “เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา” ก็ปรากฏขึ้นในเรือนใจท่ามกลางคนหนุ่มสาวเรือนแสนผู้ฝันใฝ่สังคมอันงดงาม

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ประพันธ์เพลงนี้ขึ้น ขณะที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกลาดยาว ต่อมาเพลงนี้ถูกนำมาขับร้องโดยวงคาราวานในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มีเรื่องเล่ากล่าวกันว่า ในยุคเผด็จการทรราชครองเมือง นักศึกษาบางส่วนถูกสังหารและบางส่วนถูกจับกุมคุมขังเขาไปอยู่ในคุก ท่าม กลางความท้อแท้ สิ้นหวัง หวาดกลัว เจ็บแค้นระคนปวดร้าว พลันก็มีคนๆหนึ่งส่งเสียงร้อง “เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา” ทำลายความเงียบงันของบรรยากาศในคุก เสียงนักโทษที่ร้องเพลงจากหนึ่งเสียงเพิ่มขึ้นทีละเสียงจนดังกังวานก้องไปทั่วพื้นที่ ดังแทรกเข้าไปสู่จิตวิญญาณของผู้เรียกร้องเสรีภาพและความเป็นธรรม

เนื้อเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา มีอยู่ว่า

“พร่างพรายแสง ดวงดาวน้อยสกาว
ส่องฟากฟ้า เด่นพราวไกลแสนไกล
ดั่งโคมทอง ส่องเรืองรุ้งในหทัย
เหมือนธงชัย ส่องนำจากห้วงทุกข์ทน
พายุฟ้า ครืนข่มคุกคาม
เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน
ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย
ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน
ดาวยังพราย อยู่จนฟ้ารุ่งราง”

ในระยะเวลาต่อมา เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา กลายเป็นเพลงปลุกใจให้กับการต่อสู้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่และความใฝ่ฝันอันแสนงาม ซึ่งหากเราพิจารณากันจริงๆ ก็จะพบว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตรกำลังถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อความศรัทธา กล้าหาญ และไม่ยอมพ่ายแพ้ ของตัวเองในขณะที่เขาอยู่ในคุก จะเห็นได้ว่าความโลดโผนแห่งโชคชะตาของจิตรมิเพียงเป็นคลื่นร้ายที่คอยทำลายเขาในวันที่ตกระกำลำบากเท่านั้น หากแต่ยังเป็นบททดสอบขนาดของหัวใจของชายหนุ่มที่ไม่เคยเห็นอุปสรรคที่กว้างใหญ่ไปกว่ามดปลวก ความพลิกผันของชีวิตกลับทำให้เขาเย็นชาต่อความทุกข์ยากทั้งปวง มองข้ามสายน้ำเชี่ยวแห่งชะตากรรมอันโหดร้ายไปสู่ฟากฝั่งแห่งความงดงาม ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว ในชีวิตของจิตรหาชัยชนะทางสังคมให้กับตัวเองได้ยากเต็มที

บทเพลงนี้จึงเป็นเสมือนการบ่งบอกถึงความศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของ จิตร ภูมิศักดิ์ อีกทั้งแง่มุมในการมองโลกล้วนเต็มไปด้วยความหวังที่มีให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดังเนื้อเพลงในท่อนที่ว่า

“...พายุฟ้า ครืนข่มคุกคาม
เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน
ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน
ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย...”

จิตรเปรียบเปรยปรากฏการณ์ของธรรมชาติกับสภาวะจิตใจของมนุษย์ เขาได้ให้ทัศนะว่าความเป็นไปของคลื่นพายุใดๆจะนำพาความมืดมิดมาบดบังแสงจันทร์มิให้ส่องกระจ่าง ทว่าแสงของดวงดาวแม้มิได้มีขนาดและกำลังแสงที่ยิ่งใหญ่กว่าดวงเดือน แต่กลับยังคงมีแสงของตัวเองส่องประกายระยิบอยู่เบื้องบน เสมือนเป็นการสร้างความหวังและกำลังใจกับมนุษย์เสมอว่า ดวงดาวยังคงกระพริบแสงระยับอยู่แม้แสงเดือนจะเลือนลับหาย จุดนี้จิตรยังเน้นย้ำเขาไปอีกในช่วงสร้อยของเพลงอันทรงพลังว่า


“...ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ
คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทาย
แม้นผืนฟ้า มืดดับเดือนลับละลาย
ดาวยังพราย ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน...”

เนื้อหาในเพลงช่วงนี้ถือเป็นที่จดจำของผู้คนมากที่สุด หลายครั้งที่ใครก็ตามได้ฟังจนถึงช่วงนี้ของเพลงก็จะรู้สึกปลุกความหยิ่งทะนงอะไรบางอย่างที่มนุษย์พึงมีต่อชะตาชีวิตที่บีบเค้น จิตรได้เย้ยหยันในสรรพสิ่งที่เป็นเสมือนขวากหนามของชีวิต ความทุกข์ยากนานาที่มนุษย์พึงประสบนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม แต่มนุษย์นั้นก็ยังคงมิได้พรั่นพรึง อีกทั้งยังมิกลัวและไม่เข็ดขยาดต่อสิ่งทั้งปวง ตรงกันข้ามเสียอีกว่า มนุษย์ยังขอท้าทายความทุกข์ยากต่างๆอย่างไม่หลบหลีก เขาได้อุปมาอุปไมยความอหังการของมนุษย์ที่ไม่ยินยอมให้ชะตาชีวิตมากดขี่โดยใช้ธรรมชาติเป็นฉาก บรรยายถึงความมืดมิดที่คลี่คลุมทั้งโค้งท้องฟ้าและดวงเดือน หากแต่แสงของดวงดาวยังคงสว่างกระจ่างย้ำเตือนเย้ยสรรพสิ่งในเอกภพ

ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเป็นไปได้ไหมว่า ความมืดมิดและความทุกข์ยากที่ปรากฏในบทเพลงแท้ที่จริงอาจจะวิเคราะห์ได้สองแง่มุม กล่าวคือ

ในระดับปัจเจกบุคคล ความมืดมิดนี้เป็นทั้งความทุกข์ภายนอกและภายในของแต่ละบุคคล มนุษย์ต้องพานพบนานาสารพันปัญหาของชีวิต ปัญหานั้นมิใช่มีไว้เพื่อเป็นความระทมกับชีวิต แต่ต้องแก้ไขด้วยตัวของเราเอง ประกอบกับต้องไม่หวั่นไหว และยอมรับโชคชะตาอย่างไม่จำนน

แต่หากมองในระดับสังคมแล้ว ความมืดมิดทั้งปวงนั้นก็คือความมืดบอดของสังคมที่ไร้เสรี ภาพทางปัญญา ซึ่งจิตรได้ประพันธ์เพลงนี้ในยุคสมัยที่เขาได้เข้าไปอยู่ในคุก สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพและอิสรภาพเรียกได้ว่าหาได้น้อยเต็มที การเชื่อมโยงระหว่างเวลาและสถานที่ของผู้ประพันธ์ กับความเป็นไปของยุคสมัยทำให้บทเพลงนี้เต็มไปด้วยบริบทที่ขรึมขลังอยู่ตลอดกาล จุดนี้เองเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้นักเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ นำเนื้อหาและบริบทของของบทเพลงนี้ไปเป็นความหมายในการเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องต่างๆอยู่เสมอ

เมื่อมองในด้านทำนองของเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา กลับมิได้ปรากฏความเข้มเข็งแบบเพลงเดินแถว (March) แต่กลับเป็นทำนองช้าๆ ทว่าทุกๆเนื้อร้องจะเน้นคำอย่างชัดเจน เพลงค่อยๆดำเนินไปอย่างเนิบๆ แต่พอถึงท่อนสร้อยที่ว่า “...ขอเยาะเย้ย ทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ... (จนถึง) ศรัทธาเย้ยฟ้าดิน...” จะมีการร้องที่ย้ำคำแน่นกว่าในส่วนอื่นๆ ทั้งนี้เป็นการบ่งชี้ประเด็นในสิ่งที่ผู้แต่งและผู้ขับร้องต้องการจะสื่อกับผู้ฟังถึงจุดประสงค์ของเพลง ซึ่งความไม่รุนแรงของทำนองเพลงนี้ทำให้บรรยากาศของเพลงเต็มไปด้วยการปลอบประโลม ให้ความหวัง กำลังใจ ความศรัทธา ระคนกับการปลุกให้ลุกขึ้นต่อต้านโชคชะตาด้วยคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ความหวัง ความศรัทธา และความทะนงในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์นี้เอง เป็นสิ่งหนึ่งที่ทรงคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังได้ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์จีนย้อนยุคที่แสดงถึงความรู้สึกชาตินิยมและศิลปะการต่อสู้ของคนจีน เรื่อง “Ip Man (2008)” ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นอิงชีวประวัติจริงของครูมวย Wing Chun ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนวิชาการต่อสู้ให้กับ Bruce Lee ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังกวาดรางวัลถึง 12 รางวัลในงาน Hong Kong Film Awards

ในภาพยนตร์เล่าถึงช่วงทศวรรษที่ 1930s - 1940s อันเป็นระยะเวลาสงคราม Second Sino-Japanese War โดยเล่าถึงบุรุษหนุ่มผู้เชี่ยวชาญมวยกังฟู Wing Chun นาม Ip Man เขาอาศัยอยู่ในเมือง Foshan ซึ่งถือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโรงเรียนสอนมวยกังฟู เปรียบเสมือนสวรรค์ของเหล่าผู้ต้องการเรียนศิลปะการต่อสู้ เขาเป็นผู้ที่มีฐานะดีและเป็นที่ยกย่องในวงสังคมของเมืองนั้น ครอบครัวของเขามีภรรยาและลูกชายที่ยังเล็ก หลายครั้งที่เหล่านักสู้และครูมวยต่างถิ่นมักมาประลองฝีมือกับเขาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อีกทั้งหวังว่าหากชนะ Ip Man พวกเขาก็จะมีชื่อเสียงขึ้นบ้าง แต่ทุกครั้งที่มีการประลองยุทธ์ Ip Man ก็มักเป็นฝ่ายชนะอยู่เสมอ


Ip Man ปรมาจารย์มวย Wing Chun ตัวจริง

เหตุการณ์ก้าวล่วงเข้าสู่ปี 1937 กองทัพญี่ปุ่นได้กรีฑาทัพเข้ามาควบคุมทุกหย่อมหญ้าของเมือง Foshan บ้านของ Ip Man ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึด เขากลายสภาพจากผู้ร่ำรวยไปอาศัยในตึกร้างเล็กๆซอมซ่อ และต้องทำอาชีพเป็นกรรมกรเหมือนกับคนจีนทุกคนในขณะนั้นที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับมาทำงานเพื่อแลกอาหารเพียงน้อยนิด ทว่าหนทางสำหรับผู้ต้องการอาหารที่มากกว่าปกติก็พอมี นั้นคือ การไปประลองยุทธ์กับทหารญี่ปุ่นที่ใช้วิชาการต่อสู้ คาราเต้ (Karate) คนจีนคนใดที่ชนะนักคาราเต้จะได้ข้าวสารหนึ่งถุงเป็นรางวัล สำหรับผู้แพ้ถ้าไม่สิ้นชีวิตก็ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส


Ip Man ในภาพยนตร์

ทั้งนี้เนื่องจากผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นชื่อ Miura เป็นผู้ที่มีความชื่นชอบและฝึกศิลปะการต่อสู้คาราเต้อยู่เสมอ การที่เขายื่นข้อเสนอให้นักมวยกังฟูเข้ามาประลองกับเหล่าทหารของตนที่เชี่ยวชาญวิชาคาราเต้ระดับสายดำเนื่องด้วยต้องการเรียนรู้มวยจีน และด้วยอุปนิสัยของเขาประกอบกับฐานะระดับสูงทางกองทัพ ทำให้เขาเป็นบุคคลที่เฉียบขาด เลือดเย็น และน่าพรั่นพรึงที่สุด


Ip Man คนเดียวสู้กับนักคาราเต้สายดำทั้ง 10 คน

วันหนึ่งเมื่อ Ip Man ได้รับข่าวว่าลูกศิษย์และมิตรสหายของเขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับ Miura แต่ไม่ยอมจำนน ถึงขนาดสู้จนตัวตายอย่างทรมาน เขาจึงเข้ามาสู่เวทีการประลองด้วยความแค้นและสามารถชนะนักต่อสู้คาราเต้ในครั้งเดียวถึง 10 คนอย่างง่ายดาย ทำให้ Miura สนใจในบุรุษนิรนามชาวจีนผู้นี้เป็นอย่างสูง ถึงกับลงจากระเบียงที่ยืนดูมาที่เวทีประลอง พลันถามว่าคนจีนผู้นี้คือใคร อีกทั้งให้ข้าวถึง 10 ถุงในฐานะที่เป็นผู้ชนะ พร้อมยื่นข้อเสนอว่าหาก Ip Man สอนวิชากังฟูให้กับเขาและทหารในกองทัพญี่ปุ่น พวกเขาก็ให้ความสะดวกสบายทุกอย่าง หากแต่ Ip Man บอกแต่เพียงสั้นๆว่า เขาคือคนจีนคนหนึ่ง แล้วเดินจากไปโดยมิได้แยแสข้าวสารสักถุง ทั้งๆที่วันนั้นเขามีเพียงหม่านโถวเพียงสองก้อนสำหรับสามชีวิตในครอบครัวเท่านั้น

หลังจากวันนั้น Miura เฝ้าฝึกซ้อมคาราเต้อย่างหนักและให้ทหารคนสนิทหาตัว Ip Man ให้มาสอนวิชามวยให้ได้ ฝ่าย Ip Man เห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับครอบครองของตนในอนาคต จึงให้เพื่อนสนิทของเขาช่วยพาครอบครัวเขาไปอยู่ที่ฮ่องกง หลังจากนั้นไม่นานเขาถูกกองทัพทหารญี่ปุ่นจับเข้าคุก โดยที่ Miura ยื่นข้อเสนอว่า หากเขาสอนวิชามวยแล้ว กองทัพญี่ปุ่นจะให้ความสุขสบายครอบครัวของเขา พร้อมทั้งท้าประลองยุทธ์ในที่สาธารณะ ซึ่งเมื่อทหารคนสนิทเข้ามาในคุกหลังจาก Miura ออกไปแล้ว ก็ได้ยื่นข้อเสนอว่าถ้า Ip Man ชนะเขาจะโดนยิง ดังนั้นทางเลือกสำหรับเขาคือ ต้องเป็นฝ่ายที่แพ้เท่านั้น

Ip Man ในยามร่ำรวย

ในวันประลองยุทธ์คนจีนจำนวนมากมารอเฝ้าชมอยู่หน้าเวทีการประลอง ทั้งนี้หากฝ่าย Ip Man ชนะก็จะถือเป็นการประกาศศักดิ์ศรีของชาวจีนด้วย และเมื่อทั้งคู่ก้าวขึ้นมาบนเวที การต่อสู้จึงเกิดขึ้นอย่างดุเดือด Miura ใช้วิชาคาราเต้ ส่วน Ip Man ใช้วิชามวย Wing Chun ทั้งคู่ต่างผลัดกันรุกและรับกันอย่างเท่าเทียม แต่ต่อมา Miura ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ลงอย่างง่ายดาย เมื่อการเป็นเช่นนี้ทหารคนสนิท ของ Miura จึงใช้ปืนยิง Ip Man จากข้างหลังล้มลงคาเวที แต่สิ่งที่กองทัพญี่ปุ่นไม่คาดคือ เมื่อ Ip Man ซึ่งเป็นประดุจความหวังของเหล่าชาวจีนต้องล้มลง ฝูงมหาชนชาวจีนที่มาดูการประลองก็ลุกฮือขึ้นต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นอย่างไม่กลัวตายกลายเป็นจลาจลขึ้น หลังจากนั้น Ip Man ก็ถูกส่งตัวไปรักษาและอพยพไปอยู่ฮ่องกง เปิดสำนักมวย Wing Chun และอาศัยอยู่ที่นั่นตราบสิ้นชีวิต


Ip Manในช่วงสงคราม





Miura ใช้วิชาคาราเต้ต่อสู้กับ Ip Man ในฉากช่วงท้ายของภาพยนตร์

แม้ว่าหลายคนจะคุ้นชินกับการชมภาพยนตร์กังฟูที่มีอยู่มากมาย หลายเรื่องใช้เทคนิคต่างๆให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจ มีภาพและฉากที่อลังการมากมายเพียงใด หากแต่เมื่อได้มาชมภาพยนตร์เรื่อง Ip Man (2008) แล้ว จะพบความประทับใจที่ต่างจากภาพยนตร์กังฟูหลายๆเรื่อง

ตลอดทั้งเรื่องเป็นฉากเมือง Foshan ในอดีต ซึ่งผู้สร้างได้เนรมิตขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าๆของ Ip Man การเจาะลึกในการสร้างฉากทำให้เกิดความสมจริงสมจังในเวลาและสถานที่เป็นอย่างมาก ดนตรีประกอบแต่ละฉากเต็มไปด้วยอารมณ์แบบพรรณนา แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเสียงกลองมากกว่าเครื่องดนตรีอื่นๆ และมักจะเน้นหนักในฉากการต่อสู้

โทนสีของภาพเป็นลักษณะเอกรงค์ (Monotone) ภาพรวมส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย สีขาว สีเทา และสีดำ โดยเฉพาะสีขาวและดำมักปรากฏอยู่เสมอ ทั้งนี้ผู้สร้างอาจต้องการเปรียบเทียบอะไรบางอย่าง เช่น Miura ใส่ชุดคาราเต้สีขาว Ip Man ใส่ชุดแบบจีนสีดำ เป็นต้น อย่างไรก็ตามลักษณะกลุ่มโทนดังกล่าวทำให้ขับเน้นโครงเรื่องที่เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม (Tragedy) ได้อย่างดี ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมจะสนุกกับการต่อสู้ที่สมจริงสวยงาม และการที่ผู้สร้างได้เลือก Donnie Yen แสดงเป็น Ip Man ก็นับว่ามีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง เพราะโดยส่วนตัวเขาเองเกิดในตระกูลครูมวยกังฟู มารดาของเขาเป็นผู้สอนวิชามวยจีนให้ตังแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้ที่รู้วิชากังฟูดีพอสมควร ภาพการต่อสู่ที่ออกมาจึงทำให้แต่ละท่วงท่าในฉากมีความงดงามลงตัวอย่างน่าชื่นชม

เนื่องด้วย Ip Man เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง อีกทั้งในยุคก่อนมีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวการซ้อมมวย Wing Chun ของเขา จึนสันนิษฐานได้ว่าผู้สร้างต้องนำภาพเคลื่อนไหวนี้มาศึกษาท่วงท่ากิริยาของ Ip Man พร้อมกับให้ผู้เชี่ยวชาญด้านมวย Wing Chun และวิชากังฟูอื่นๆ มาร่วมกันสร้างองค์ประกอบต่างๆในฉากการต่อสู้ ซึ่งนับว่าน่าจะเป็นภาพยนตร์กังฟูเรื่องหนึ่งที่มีฉากการต่อสู้ที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด
เมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้จนจบ สิ่งที่ผู้ชมได้สัมผัสคือความไม่ย่อท้อของ Ip Man ต่อความทุกข์ยากรอบกาย ตลอดทั้งเรื่องเราจะไม่เห็นการตัดพ้อต่อชะตาชีวิตของเขาที่เรียกได้ว่าจากเกิดจากฟ้าและล่วงลงสู่ดิน ทั้งนี้เนื่องจากการปูพื้นเนื้อเรื่องในช่วงก่อนสงครามแสดงให้เห็นว่า เขามีฐานะทางสังคมที่ถือว่าเป็นผู้ดีมีชาติตระกูล มีทรัพย์ที่ใช้สอยได้อย่างสุขสบาย มีวิชาความรู้ที่เป็นที่ยกย่อง และเป็นต้นแบบให้กับผู้คนในชุมชน แต่เมื่อเหตุการณ์กลับกัน เขากลับมิได้ปริปากบ่นให้ครอบครัวต้องรู้สึกลำบากแต่อย่างใด ทั้งๆที่เขาต้องลำบากกับการเอาชีวิตรอดไปวันๆ เขายังต้องนึกถึงการดำรงอยู่ของภรรยาและลูกโดยไม่ให้ต้องหิวโหยและลำเค็ญจนเกินไป อีกทั้งต้องคอยเป็นผู้ให้กำลังใจกับครอบครัวตลอดทั้งๆที่ต้องอดทนขมกลืนความทุกข์ยากอยู่เพียงลำพัง ภาพรวมของสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนอุปนิสัยของ Ip Man ตลอดทั้งเรื่องว่า เขาเป็นผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ยังคงยืนหยัดในศักดิ์ศรีของตนอย่างทะนงตัว และเนื่องด้วยภาพรวมของภาพยนตร์เรื่องนี้เอง ทำให้เราได้หวนคำนึงถึงบทเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา อีกครั้ง

สิ่งที่ “เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา” และ “Ip Man” ได้แสดงออกมา คือ เมื่อใดก็ตามที่ความมืดมิด ความทุกข์ยากลำบากของชีวิต กระทั่งความจลาจลทางปัญญาของสังคม ได้ห่มคลุมไปทั่วทุกพื้นที่แล้ว มนุษย์เราในฐานะปัจเจกบุคคลควรจะทำเช่นไรเพื่อก้าวไปสู่จุดที่แสงสว่างปรากฏ ทั้งเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา และ Ip Man มิได้แสดงออกถึงการตั้งคำถามต่อผู้ฟังและผู้ชม ไม่ได้เป็นผู้สร้างประเด็นใหม่อะไรให้กับผู้เสพ แต่ทั้งสองสื่อกำลังส่งสารถึงผู้คนทุกยุคสมัยในการรู้จักและดำรงอยู่ของคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ อีกทั้งเชิญชวนให้ผู้เสพร่วมค้นหาความเป็นตัวเองท่ามกลางกระแสความเป็นไปของโลกธรรม เพราะการที่เราหมุนตัวตนไปตามโลกมากจนเกินไป หรือลื่นไหลไปบนธาราแห่งชะตากรรมด้วยความจำยอมย่อมมิใช่สิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งถ้าหันไปดูสิ่งต่างๆในธรรมชาติจะเห็นว่าสรรพสิ่งย่อมต้องย้อนแย้งกระแสโลกอยู่เสมอ อาทิเช่น ในโลกของปลาก็ไม่เคยมีมัจฉาชนิดใดที่ไม่ว่ายทวนน้ำ เป็นต้น มนุษย์เราก็เฉกเช่นกันหากไร้แรงเสียดทานที่มีต่อโลกบ้าง มีชีวิตอยู่ไปความหมายของลมหายใจคงน้อยเต็มที

ขณะที่เพลงแสงดาวแห่งศรัทธามีทำนองที่ไม่หวือหวาจนเกินอารมณ์ร่วม ไม่เข้มแข็งดังเพลงเดินแถว แต่ทุกห้วงทำนองที่นิ่มนวลกลับเต็มไปด้วยการเน้นคำแต่ละคำอย่างลึกซึ้ง ดื่มด่ำลุ่มลึกไปสู่ก้นบึ้งของหุบเหวแห่งความรู้สึก เฉกเดี่ยวกับวิชามวย Wing Chun ในเรื่อง Ip Man ที่ในยุทธภพกล่าวกันว่าเป็นมวยสตรีเนื่องด้วยผู้คิดค้นเป็นอิตถีเพศ กระทั่งการเคลื่อนไหวไม่ดุดันแบบมวยกังฟูชนิดอื่นดูพลิ้วไหวนุ่มนวล ที่สำคัญยังเป็นมวยประเภทรับมากกว่าจะเป็นฝ่ายรุก ซึ่งหากดูตลอดทั้งเรื่องจะเห็นว่า น้อยเต็มทีที่จะเห็น Ip Man เป็นฝ่ายรุกในการต่อสู้ ทว่าทุกท่วงท่าที่นุ่มนวลนั้น กลับเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างชัดเจน การตอบโต้แต่ละครั้งหนักหน่วงและแม่นยำ คล้ายกับทำนองของเพลงแสงดาวแห่งศรัทธาที่ทุกคำร้องจะเน้นคำอย่างชัดเจน

และเมื่อเราหันกลับไปดูประวัติจริงของ จิตร ภูมิศักดิ์ และ Ip Man ก็จะเห็นว่าทั้งสองคนเป็นบุคคลร่วมสมัยกัน ในขณะที่จิตรเป็นต้นแบบของปัญญาชนหัวก้าวหน้าในประเทศไทย Ip Man ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่าคนจีนผู้รักชาติที่ไม่ยอมแพ้แก่กองทัพญี่ปุ่นผู้รุกราน ที่สำคัญทั้งสองเป็นนักต่อสู้กับโชคชะตาอย่างมิเคยพร่ำพรรณนา จิตรใช้ปัญญาและปากกาเป็นอาวุธในการต่อต้านระบอบเผด็จการและใฝ่หาสังคมอุดมคติ Ip Man มีวิชามวยจีนเป็นอาวุธในการต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานประเทศชาติและใฝ่หาอิสรภาพแห่งชาติพันธุ์ ทั้งสองต่างตกอยู่ในวงล้อมของชะตากรรมที่ดูเหมือนว่าจะไม่ปราณี แต่เขาทั้งสองกลับยืนขึ้นท้าทายความทุกข์ยากด้วยขนาดของจิตใจที่ใหญ่กว่าปกติ ทั้งนี้ก็ด้วยแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทั้งสองใช้ในการต่อสู่บนเวทีชีวิต นั้นคือสิ่งที่เรียกกันว่า อุดมการณ์

อุดมการณ์ของจิตรวาดหวังในการสร้างสังคมใหม่ตามความคิดของเขา เขาเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นดวงดาว ซึ่งอานุภาพของแสงกระพริบระยิบระยับเหนือความมืดบอดทางปัญญาของสังคม ขณะเดียวกัน Ip Man มีอุดมการณ์ทางชาตินิยมคอยเป็นแรงพลังทางใจที่ทำให้เขาก้าวเข้าไปบนวิถีแห่งการประลองยุทธ์บนเวทีชีวิต พวกเขาทั้งสองมิพียงต่อสู้เพื่อให้ชีวิตของตนรอดพ้น หากแต่ยังอุทิศตนเพื่อองค์รวมของสังคมให้เป็นไปในทางที่ดี อัตลักษณ์ของจิตรที่ผ่านทางบทเพลงและความเป็น Ip Man ในภาพยนตร์ จึงมีความหมายที่ไม่ต่างกันนัก นั้นคือ ความกล้าหาญที่จะเงยหน้าเย้ยฟ้าและท้าปฐพีให้มาขีดลิขิตชีวิตโดยที่ตัวของพวกเขาเองจะไม่ดำเนินตามอย่างยอมจำนน

ในสภาพสังคมไทยปัจจุบัน เรามักเห็นผู้ที่สวมหน้ากากแห่งความกล้าหาญ ต่างลุกขึ้นยืนเรียงหน้าอยู่บนเวทีสังคม ต่างก็อ้างสิทธิความชอบธรรมของตนในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พรรณนาถึงอุดมการณ์ของตนด้วยการยกยอถึงความดีงามที่ควานหาได้แต่เพียงลมปากอันเน่าเหม็น จิตวิญญาณอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ ที่มุ่งมันศรัทธาในการสร้างสังคมใหม่ที่งดงาม และความทะนงในศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของ Ip Man กลับกลายเป็นวิถีชีวิตอันเพ้อเจ้อ เหลวไหล จนกระทั่งจางหายไปจากสังคมไทยปัจจุบันอันสุดแสนจะมืดมัวทางปัญญา ทุกคนต่างใฝ่หาความสุขสบายส่วนตัวแม้ทั่วทุกหัวระแหงจะเต็มไปด้วยความฉ้อฉลจนกลายเป็นมิจฉาทิฐิ และที่เลวร้ายที่สุดคือ ยอมกระทั่งแลกศักดิ์ศรีคุณค่าของความเป็นคน ตลอดจนยอมจำนนกับอำนาจของโชคชะตา กระทำสรรพสิ่งให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน.

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

จาก Land Art และ Spiral Jetty สู่ นิเวศน์ศิลป์ ริมฝั่งแม่น้ำโขง

ยามใดที่ความพึงพอใจต่อระบอบและระบบการแสดงผลงานศิลปะแบบพึ่งพิงหอศิลป์ ไม่สามารถรองรับปัจจัยทางความคิดของศิลปินได้ ณ ห้วงนั้นศิลปินย่อมค้นหาพื้นที่นอกกรอบจารีตการแสดงออกแบบเดิมๆ หากเราย้อนดูความเคลื่อนไหวของศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art) ทั่วโลกในปัจจุบัน วาทกรรมเรื่องการมีอยู่ของพื้นที่ทางศิลปะ ทั้งพื้นที่ตามแบบแผน (Gallery, Museum, Art Space) หรือพื้นที่ทางเลือก (Alternative Space) ก็ตาม กลับมิใช่บริบทที่สร้างเป็นประเด็นอีกต่อไป เนื่องจากการเดินทางของโลกแห่งศิลปะร่วมสมัยนั้นได้ก้าวข้ามผ่าน ณ จุดนี้ไปหลายทศวรรษแล้ว

แต่เมื่อหวนกลับไปสู่ผลงาน ณ ห้วงเวลาระหว่างทศวรรษ 1960s - 1970s ประเด็นพื้นที่ทางศิลปะแบบจารีตได้ถูกท้าทายจากศิลปินที่ทำงานและแสดงผลงานสร้างสรรค์นอกห้องแสดงศิลปะ ความเสื่อมศรัทธาต่อระบอบหอศิลป์ ประกอบกับความฟุ้งเฟ้อของศิลปะสมัยใหม่ที่อิ่มตัวจนมีปัจจัยทางสังคมต่างๆ เข้ามาแทรกแซงพร้อมกับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบทุนนิยม (capitalism) ทำให้ศิลปินหัวก้าวหน้าในยุคนั้นต้องหาทางออกแบบใหม่ ทว่าเป็นการเปลี่ยนถ่ายกันระหว่างองค์ความรู้แบบโลกยุคสมัยใหม่ (Modern) กับการหวนไปหาจิตวิญญาณแบบอารยธรรมดั้งเดิม (Primitive) ศิลปินกลุ่มนี้เห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ผลงานที่อิงแอบไปกับภูมิทัศน์ของแต่ละพื้นที่ สำรวจรายละเอียดทางสภาพแวด ล้อมของพื้นที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น กระแสลม กระแสน้ำ หรือทัศนวิสัยอื่นๆ ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ต้องลงสู่พื้นที่ทางภูมิศาสตร์จริง สัมผัสกับธรรมชาติอย่างจริงจัง ทำให้เกิดคำนิยามผลงานของศิลปินเหล่านี้ว่า Land Art (หรือEarth Art หรือ Earthworks บางครั้งก็เรียก Environmental Art ทั้งหมดนี้เป็นชื่อที่แต่ละตำราทางศิลปะได้อธิบาย ซึ่งการจะเรียกอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับบริบทของการตีความว่าจะมองในมุมใด)

Land Art หรือ Earth Art เป็นลักษณะผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น หิน ทราย เป็นต้น ซึ่งมีการใช้ศัพท์เรียกศิลปะประเภทนี้ได้หลากหลาย เช่น Earthworks อันเนื่องจากผลงานในลักษณะแบบนี้นอกจากจะใช้วัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติแล้ว ยังมักจะมีโครงสร้างที่ใหญ่ครอบคลุมพื้นที่มหาศาล ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานแนวนี้จะมีหลักการการแสดงออกที่คล้ายกัน คือ

ประการที่หนึ่ง มีการใช้พื้นที่ทางธรรมชาติเป็นบริบทหลักในการทำงาน โดยที่ศิลปินจะเป็นผู้เข้าไปจัดการภูมิทัศน์ จึงทำให้มีการเรียกผลงานประเภทนี้ว่า ภูมิศิลป์

ประการที่สอง วัตถุดิบต่างๆที่จะนำมาสร้างสรรค์ต้องเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ แต่ผลงานที่สร้างต้องมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่เป็นการเข้าไปจัดการพื้นที่ โดยศิลปินใช้วัสดุขั้นปฐมภูมิของธรรมชาติมาสร้างเป็นรูปลักษณ์ขึ้นมา (Man made pattern) สิ่งต่างๆที่ศิลปินเอาเข้ามาจัดการ (เช่น หิน ดิน ทราย เป็นต้น) มิได้สื่อถึงสารัตถะของตัวมันเอง แต่กลับเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างมนุษย์ไปสู่ความคิดในการสร้างสรรค์ศิลปะ เปิดประเด็นทางความคิดมากกว่าจะเป็นประเด็นโดยความหมายของวัตถุเดิม

ประการสุดท้าย ศิลปะประเภทนี้ได้รับอิทธิพลทั้งทางรูปแบบและแนวคิดบางอย่างจากศิลปะแบบ อนารยชน (Primitive) อารยธรรมโบราน และผลงานก่อนประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ผลงานศิลปะในอดีตส่วนใหญ่สร้างขึ้นบนพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อส่งสารกับสิ่งที่แต่ละชนเผ่าเชื่อ ซึ่งรูปลักษณ์ของงานในอดีตจะเป็นรูปทรงแบบง่ายๆ (Simple Form) เช่น รูปทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมและวงกลม สังเกตได้จากปิระมิด (Pyramid) ในอารยธรรมอียิปต์ที่ใช้รูปทรงสามเหลี่ยมเป็นโครงสร้าง หรืออิทธิพลของวัฒนธรรมหินตั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยในการสร้างผลงาน Land Art ด้วยเช่นกัน

Land Art เป็นที่นิยมของศิลปินที่รักความท้าทายโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ศิลปินผู้สร้างงานศิลปะแนวนี้มีอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่สร้างผลงานแบบ Minimal Art และ Conceptual Artผสมผสานกันไป แต่ผลงานที่โดดเด่นที่สุดและมักถูกกล่าวอ้างอยู่เสมอคือ ผลงานที่ชื่อ Spiral Jetty

ภาพที่ 1 Spiral Jetty จากมุมทางอากาศมองเข้าหาฝั่ง
ที่มา : Brian Wallis, Land and Environmental Art, (Hong Kong: Phaidon Press Limited, 2005), 59.

Spiral Jetty (ภาพที่ 1) เป็นผลงานที่มีชื่อเสียงของ Robert Smithson ศิลปินชาวอเมริกัน ผลงานชิ้นนี้สร้างเมื่อเดือนเมษายน ปี 1970 ใช้เวลาสร้าง 6 วัน เขาใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาสร้างผลงาน ประกอบไปด้วย โคลน (mud) ผลึกเกลือ (salt crystals) หินบะซอลท์ (basalt rocks) ดิน (earth) และน้ำ(water) เมื่อมองในมุมสูงผลงานนี้จะเป็นรูปขดก้นหอยทวนเข็มนาฬิกายื่นจากชายฝั่งไปสู่ผืนน้ำทะเลสาบ Great Salt Lakeใกล้กับ Rozel Point (ภาพที่ 2) ใน Utah โดยรูปทรงมีความยาวมีความยาว 1500 ฟุต


ภาพที่ 2 Spiral Jetty มุมมองจาก Rozel Point
ที่มา : Wikipedia, Spiral Jetty, [Online] accessed 17 October 2009. Available from http://th.wikipedia.org/wiki

ในขณะที่เขาสร้างผลงานชิ้นนี้เป็นช่วงแล้งระดับน้ำจะลดลงกว่าปกติ หากแต่บางครั้งในช่วงระดับน้ำเป็นปกติผลงานชิ้นนี้จะจมอยู่ใต้น้ำ เขาเลือกจุดที่น้ำทะเลมีสีแดงซึ่งปรากฏแบคทีเรียที่สามารถอาศัยในน้ำเค็มได้ (salt-tolerant bacteria) และสาหร่ายที่เจริญเติบโตในสภาพน้ำเค็ม 27% ในบริเวณทางเหนือของทะเลสาบทั้งนี้เกิดจากการตัดขาดจากแหล่งน้ำสะอาดบริสุทธ์หลังจากการถมสร้างทางข้ามน้ำ (Causeway)ที่ Southern Pacific Railroad ในปี 1959.


ภาพที่ 3 Spiral Jetty มองจากมุมสูง
ที่มา : Brian Wallis, Land and Environmental Art, 58.

เมื่อพิจารณากันทางรูปร่างของตัวงานเมื่อมองจากมุมสูง (Bird eye view) (ภาพที่ 3) จะเห็นผลงานชิ้นนี้เป็นรูปขดก้นหอย (Spiral) หมุนทวนเข็มนาฬิกา (counterclockwise) ลักษณะของลายขดก้นหอยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในศิลปะแบบโบราณทั่วโลก (เช่น ลายแจกันของอารยธรรมกรีก, ลายหม้อดินเผาที่บ้านเชียง, ขดพระเกศาของพระพุทธรูป, ลวดลายประดับในศิลปะจีน เป็นต้น) ทั้งนี้เป็นไปได้ว่าสัญลักษณ์ดังกล่าวมีความเป็นสากล มีรูปลักษณ์พื้นฐานง่ายๆที่มนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ต่างสัมผัสได้


ในด้านการใช้วัตถุดิบและพื้นที่ จะเห็นว่าศิลปินได้ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาประกอบกันขึ้นเป็นผลงาน อีกทั้งเห็นถึงความคมคายของศิลปินที่ได้เลือกจุดที่เป็นทะเลสาบที่มีน้ำเค็มมากๆ ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุและสาหร่ายที่มีความต่างจากแหล่งน้ำตามปกติจึงทำให้น้ำปรากฏสีแดง อันเนื่องมาจากการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและทางข้ามน้ำเป็นปัจจัยให้ความสะอาดบริสุทธิ์ของน้ำได้ปรับเปลี่ยนไป เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆในปรากฏการณ์ของน้ำ


ทั้งหมดนี้อาจเป็นไปได้ว่า ศิลปินต้องการนำเสนอผลงานที่แสดงถึงเจตจำนงของความคิดของตนถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในพื้นที่นั้น ซึ่งความเค็มจัดของทะเลสาบและความผันแปรของพื้นที่อันเนื่องจากการสร้างทางข้ามทำให้ที่นี่อาจลดบทบาทหน้าที่บางอย่างของตัวเอง เขาจึงสร้างผลงานโดยใช้สัญลักษณ์สากลง่ายๆ และใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาทางธรรมชาติของพื้นที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของน้ำทะเลบางส่วนให้เป็นสีแดง ตัดกับอีกส่วนที่ถูกกันโดยตัวผลงานที่เป็นสีน้ำเงิน ผลงานชิ้นนี้นอกจากจะมีความยิ่งใหญ่โดยขนาดของตัวมันเองแล้ว ยังส่งผ่านให้เกิดวาทกรรมทั้งทางศิลปะและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย


แม้ว่า Spiral Jetty จะเป็นผลงาน Land Art ที่สร้างขึ้นกว่า 3 ทศวรรษแล้วก็ตาม แต่คุณค่าของผลงานชิ้นนี้ก็ไม่เคยเจือจางไปจากแวดวงวิชาการศิลปะ สิ่งนี้เองอาจจะเป็นการส่งผ่านอิทธิพลทางความคิดให้ศิลปินหลากหลายคนทั่วโลกได้สร้างสรรค์และต่อยอดพัฒนาผลงานไปสู่การแสดงออกถึงแนวทางใหม่ๆ ในปี พ.ศ. 2549 (2006) ที่ผ่านมานี้เอง มีศิลปินหนุ่มคนหนึ่งที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์ในรายการ คนค้นคน ทางช่องโมเดอร์นไนน์ทีวี (Modern Nine TV) เขาเดินทางล่องลำน้ำยมเป็นเวลา 86 วัน เพื่อสร้างงานศิลปะที่เรียกว่า นิเวศศิลป์ อันเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ เขาได้เดินทางล่องแม่น้ำโขงจากสามเหลี่ยมทองคำซึ่งเป็นจุดประสบกันของสามประเทศคือ ประเทศไทย ประเทศพม่า และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจุดหมายปลายทางคือ มหานทีสี่พันดอน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนลาว-กัมพูชาในแขวงจำปาศักดิ์ หรือที่เรียกกันว่าลาวใต้ ด้วยระยะทางโดยรวม 1,800 กิโลเมตร ใช้เวลา 142 วัน เป็นการเดินทางซึ่งไม่ได้สำรวจล่วงหน้า และได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ จากนั้นเขาจึงเดินทางทำงานศิลปะอีกครั้งในแม่น้ำยม ซึ่งเป็นการสร้างนิเวศศิลป์เป็นครั้งที่สอง


พิน สาเสาร์ คือ ศิลปินหนุ่มที่เดินทางล่องแม่น้ำโขงเพื่อสร้าง นิเวศศิลป์ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันกำลังเสื่อมโทรมจากโครงการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมอย่างหนัก โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อผลิตไฟฟ้าคือ เขื่อนมานวาน (Manwan) และ เขื่อนต้าจันซัน (Dachaoshan) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตผู้คนที่อยู่ใต้เขื่อนเป็นอย่างยิ่ง เช่น บางช่วงเกิดการตื้นเขินไม่สามารถล่องเรือได้ในบางช่วง เป็นต้น ที่สำคัญปัจจุบันกำลังสร้างเขื่อนเซี่ยวหวาน (Xiaowan) ซึ่งจะเสร็จในปี พ.ศ. 2555 โดยมีสันเขื่อนที่สูงมาก คาดกันว่าอาจจะเป็นสันเขื่อนที่สูงที่สุดในโลก และเมื่อถึงวันนั้นจีนก็จะกลายเป็นผู้ควบคุมสายน้ำโขงอย่างแท้


เมื่อมาดูคำที่เขาเรียกศิลปะที่ได้สร้างขึ้นว่า นิเวศศิลป์ ซึ่งไม่ใช่คำคุ้นหูกันในแวดวงศิลปะ เขาได้อธิบายง่ายๆ ไว้ในหนังสือว่า


“การทำงานของผมนั้นเป็นการทำงานศิลปะกับพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งผมเรียกมันว่า นิเวศศิลป์”


แน่นอนว่าหากอ่านเฉพาะคำว่า นิเวศศิลป์ เราอาจจะเข้าใจกันอย่างไม่ถ่องแท้เสียทีเดียว ว่ามันคืออะไรกันแน่ เพราะเขาอธิบายสั้นๆ ทว่ากลับเป็นการกว้างเหลือเกินที่จะนำมาสรุปความ แต่ถ้ากลับมาดูผลงานสร้างสรรค์นิเวศศิลป์ของเขา เราจะเข้าใจโดยทีเดียวว่า แท้ที่จริงนั้นเป็นลักษณะการทำงานศิลปะแบบ Land Art เพียงแต่ว่าผลงานของเขามิได้มีขนาดที่กินพื้นที่มโหฬาร เนื่องด้วยปัจจัยทางด้านค่าใช้จ่าย เวลา และสถานที่ ประกอบกับต้องเดินทางล่องไปตามแม่น้ำโขงจึงเป็นการไม่สะดวกนัก หากสร้างผลงานที่ต้องใช้ปัจจัยข้างต้นในจำนวนที่มาก


ลักษณะที่ตรงตามหลักการการสร้างผลงานแบบ Land Art คือ เขาเข้าไปสร้างผลงานศิลปะจากสถานที่จริง เข้าไปสัมผัสและใช้ชีวิตร่วมไปกับสถานที่แต่ละแห่งอย่างจริงจัง อีกทั้งการสร้างสรรค์ก็ใช้วัตถุดิบธรรมชาติจากแหล่งนั้นๆ แม้หลายครั้งจะนำของที่มิใช่วัสดุจากธรรมชาติมาสร้างสรรค์ แต่ก็เป็นของซึ่งมีบริบทอยู่ในพื้นที่ เช่น ถังน้ำมัน หรือสิ่งเหลือใช้อื่นๆ ที่สำคัญเขายังสร้างสรรค์ด้วยรูปลักษณ์ง่ายๆ (Simple Form) และรูปทรงที่ลดทอนให้ดูง่ายๆ (Simplify Form) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อสันนิษฐานอย่างหนึ่งว่า เขาอาจจะได้รับอิทธิพลทางความคิดและรูปแบบการสร้างสรรค์มาจากศิลปะแบบ Land Art หลักฐานที่สำคัญอีกอย่างคือ ในตอนแรกของรายการคนค้นคนก่อนล่องลำน้ำยม ซึ่งเป็นการเดินทางหลังจากล่องแม่น้ำโขงแล้ว เขาให้สัมภาษณ์กับพิธีกรว่า สิ่งที่เขาเรียกนิเวศศิลป์นั้นแท้จริงเป็นการศิลปะสมัยใหม่ทางโลกตะวันตกที่เรียกว่า Land Art บางครั้งก็เรียก Earthworks หรือ Environmental Art ตรงนี้เองเป็นหลักฐานได้เป็นอย่างดีว่า เขามีเจตจำนงในการสร้างสรรค์ นิเวศศิลป์ ซึ่งรับอิทธิพลมาจากการสร้างสรรค์แบบ Land Art


ภาพที่ 4 กำเนิดอารยธรรม
ที่มา: พิน สาเสาร์, 142 วัน 1,800 กม. นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก, 15.

ผลงานชิ้นแรกของการสร้างนิเวศศิลป์ริมฝั่งโขง ชื่อ “กำเนิดอารยธรรม” (ภาพที่ 4) โดยมีแรงบันดาลใจในวัฒนธรรมหินตั้ง ซึ่งเป็นอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอยู่มากมายแถบภาคอีสานของไทยและดินแดนของลาว วัฒนธรรมหินตั้งนั้นเป็นการรังสรรค์ของบรรพชนเพื่อแสดงอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพิธีบูชาผีฟ้าพญาแถน ต่อมาเมื่อมีพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามา ก็ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นใบเสมา เขาต้องการแสดงอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ให้ดินแดนสองฟากแม่น้ำโขงให้รอดพ้นจากหายนภัยในการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนและระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง


ผลงานชิ้นนี้ศิลปินได้นำหินซึ่งพบทั่วไปในแถบนั้นมาเรียงกันเป็นเส้นโค้ง จากริมผาถึงชายน้ำ โดยแรงบันดาลใจเรื่องวัฒนธรรมหินตั้งเป็นความคิดแบบศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ การที่เขานำมาสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ กลายเป็นว่าเขาได้ใช้ความเชื่อพื้นถิ่นเองมาเป็นแนวคิดสร้างสรรค์โดยมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ เพื่อแสดงถึงการหวนหาและหวงแหนลำน้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่อดีต แต่ปัจจุบันระดับน้ำและความสมบูรณ์ตามริมฝั่งกลับลดลงด้วยผลกระทบจากการพัฒนาโครงการทุนนิยมของประเทศต้นน้ำ


ภาพที่ 5 อารยธรรมสองฝั่งโขง
ที่มา: พิน สาเสาร์, 142 วัน 1,800 กม. นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก, 41.


ภาพที่ 6 พิน สาเสาร์ กำลังสร้างผลงานชื่อ อารยธรรมสองฝั่งโขง
ที่มา: พิน สาเสาร์, 142 วัน 1,800 กม. นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก, 44.

ผลงานอีกชิ้นที่มีลักษณะเดียวกันคือ “อารยธรรมสองฝั่งโขง” (ภาพที่ 5) ศิลปินได้นำเอาหินที่มีในบริเวณนั้นมาเรียงต่อกัน 2 แถว ยาวล้อไปกับเส้นทางเดินน้ำของแม่น้ำโขง เพื่อสื่อสารถึงวิถีชีวิตของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขงที่พึ่งพาอาศัยกันอยู่ตลอดเวลา แม้มีสายน้ำผ่าผ่านแต่กลับมิได้มีวิถีแห่งอารยธรรมที่ต่างกัน ตรงกันข้ามเสียอีกว่า ลักษณะเผ่าพันธุ์และภาษากลับคล้ายกันจนเรียกว่าเป็นพวกเดียวกันด้วยซ้ำ


เมื่อมาวิเคราะห์ผลงานทั้งสองชิ้นในรูปแบบทางศิลปะ (Style of Art) จะเห็นว่าทำให้นึกถึงกลิ่นอาย Spiral Jetty ของ Robert Smithson อยู่บ้าง เห็นได้จากการที่พินให้ความสำคัญกับการใช้ลักษณะเส้นในการแสดงออกเป็นหลัก ซึ่ง Spiral Jetty เองก็ใช้เส้นเป็นทัศนธาตุ (Visuals Element)หลักในการแสดงออกเช่นเดียวกัน แม้ว่าเขาจะแสดงชัดว่าได้รับแรงบันดาลใจจากอารยธรรมโบราณในแถบสองฝั่งแม่น้ำโขง เรื่องการใช้หินในการบอกอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าเขาต้องได้ศึกษาผลงานของ Spiral Jetty ของ Smithson ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มิได้หมายความว่าเขาได้ลอกตามแบบ Spiral Jetty ตรงกันข้ามเสียอีกว่าเป็นการพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะตัว ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ เป็นไปได้หรือไม่ว่า วัฒนธรรมหินตั้งนั้นมิใช่วัฒนธรรมของพื้นถิ่นที่ใดที่หนึ่ง หากแต่เป็นวัฒนธรรมร่วมของทั่วโลก เพราะหากดูกันอย่างกว้างๆ จะเห็นว่า สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ซึ่งเป็นหินตั้งเป็นวงกลม มีอายุอยู่ราว 2000-1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษเอง ก็มีลักษณะการจัดวางหินเช่นกัน หรือประติมากรรมหินยุคอนารยชนในหมู่เกาะแถบโอเชียนเนียร์ (Oceania) ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นทั้ง Robert Smithson และ พิน สาเสาร์ ต่างก็สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นต้นแบบของตัวเองตามแรงบันดาลใจจากอารยธรรมแห่งอดีตของตน


ผลงานที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งคือ เมื่อเขาเดินทางมาถึง คอนวัว ในเขตประเทศลาว มีภาพสลักเป็นร่องสมัยโบราณจำนวนมากอยู่ตามเพิงผาและหินขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์และการล่าสัตว์ โดยเฉพาะลายสลักที่เป็นรูปขดโค้งคล้ายหางกระรอกนั้น ทำให้เขาประทับใจในสัญลักษณ์ดังกล่าว จึงนำแรงบันดาลใจจากข้างต้นมาสร้างเป็นผลงานขึ้นบนผืนทรายขนาดกว้างริมแม่น้ำโขงบริเวณเดียวกัน



ภาพที่ 7 สัญญะ
ที่มา: พิน สาเสาร์, 142 วัน 1,800 กม. นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก, 193.

“สัญญะ” (ภาพที่ 7) เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นโดยเดินไปบนเนินทรายละเอียดทำเป็นเส้นขดเป็นวงหางกระรอก ซึ่งล้อไปกับสัญลักษณ์หางกระรอกที่พบมีความยาวเกือบคืบ แต่เขาสร้างเป็นสัญลักษณ์ใหม่มีความยาวราว 200 เมตร ล้อไปกับภาพสัญลักษณ์เดิม ผลงานชิ้นนี้เป็นการบ่งชี้ถึงการพบสัญลักษณ์เล็กๆหากแต่ตีความได้ว่า อาจจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัของบรรพชนมาตั้งแต่โบราณกาล


วิธีการแสดงออกทางศิลปะชิ้นนี้ เขาใช้สิ่งที่พบเห็นและหลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าวเป็นต้นคิดต่อยอดจากรูปลักษณ์เดิมกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นโดยกระบวนการนิเวศศิลป์ของเขา ซึ่งสังเกตแล้วจะเห็นว่าต่างจากผลงานทั้งสองชิ้นข้างต้น (คือ กำเนิดอารยธรรม และ อารยธรรมสองฝั่งโขง) เพราะผลงานทั้งสองชิ้นนั้นใช้แรงบันดาลใจที่มีต่อพื้นที่โดยจินตนาการจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (วัฒนธรรมหินตั้ง) มาประกอบกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า (แม่น้ำโขง) แต่สำหรับ “สัญญะ” จะเป็นการรับความประทับใจต่อสิ่งที่มีอยู่จริง (ภาพสลักหางกระรอก) แล้วจินตนาการไปสู่การจัดการบนพื้นที่ตรงหน้า (หางกระรอกในจินตนาการของศิลปินไปสู่การสร้างผลงานบนผืนทราย)


ผลงานนิเวศศิลป์ที่ดูจะต่างไปจากผลงานข้างต้นทั้งสาม สร้างขึ้นเมื่อล่องตามลำน้ำโขงและหยุดอยู่แถบจังหวัดหนองคาย ซึ่งริมแม่น้ำโขงแถบนี้ถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวเข้มของต้นและจุดสีแดงที่เป็นผลของมะเขือเทศ เหล่าชาวบ้านผู้เป็นเกษตรกรต่างกำลังเก็บผลผลิตนี้อย่างขะมักเขม้น พื้นที่ในส่วนนี้เดิมเคยเป็นพื้นที่ของกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทยที่หยิบอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐ หรืออาจเรียกได้ว่าเคยเป็นพื้นที่สีแดง ในสมัยที่ความขัดแย้งรุนแรงนั้นผู้คนแถบนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงกันและกัน ต่างคนต่างสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองที่ตนเชื่อ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดี โดยอาศัยความสมบูรณ์ของผืนดินและแม่น้ำโขงเป็นฐานที่มั่น จากสีแดงทางการเมืองกลายเป็นสีแดงของมะเขือเทศ


ภาพที่ 8 แดง
ที่มา: พิน สาเสาร์, 142 วัน 1,800 กม. นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก, 171.

จากแรงบันดาลใจนี้เอง เขาได้สร้างสรรค์ผลงานที่ชื่อ “แดง” (ภาพที่ 8) โดยการยืมตะกร้าสีแดงที่ใส่ผลมะเขือเทศที่มีผลเต็มตะกร้ามาเรียงกันเป็นแนวยาว ทว่าไม่ใช่เส้นตรงแบบไม้บรรทัด แต่เป็นเส้นอิสระเสมือนชีวิตของเกษตรกรและผู้คนแถบนี้ ที่มีความสัมพันธ์กับนิยามของคำว่าสีแดงที่ต่างยุคสมัย ความแตกต่างของผลงานชิ้นนี้คือมิได้ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างเดียวแต่ใช้วัสดุที่มนุษย์ผลิตขึ้น ทว่าเป็นวัสดุที่มีความเกี่ยวโยงกันกับพื้นที่ ที่พิเศษกว่านั้นอีกคือ ความหมายของวัตถุ (ตะกร้า) นั้นยังสื่อถึงเกษตรกรในพื้นที่ด้วย เนื่องจากเป็นเป็นวัตถุที่ผู้คนบนพื้นที่นั้นใช้ประกอบอาชีพเป็นประจำ กลายเป็นสิ่งที่กลมกลืนไปกับบริบทของพื้นที่นั้นด้วยเช่นกัน


หากจะวิเคราะห์ผลงานนิเวศศิลป์ของพิน สาเสาร์ในทางศิลปะแล้ว จะพบว่า


ประการที่หนึ่ง พินได้รับแรงบันดาลใจในรูปแบบโดยร่วมการสร้างสรรค์มาจาก Land Art และเป็นไปได้ทีเดียวว่าผลงาน Spiral Jetty ก็อาจจะเป็นหนึ่งในแรงดลใจที่สำคัญที่ทำให้เขาปรารถนาสร้างนิเวศศิลป์ขึ้น


ประการที่สอง นอกจากแรงบันดาลใจจาก Land Art แล้ว เขายังผสมผสานการสร้างสรรค์ที่มีแรงบันดาลใจจากศิลปะก่อนประวัติศาสตร์มาใช้ทั้งในด้านแนวคิดและรูปแบบการแสดงออก


ประการที่สาม เขาใช้วัตถุดิบทั้งจากธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นที่อยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมนั้นๆ มาสร้างเป็นผลงาน นิเวศศิลป์ (เช่น ผลงานที่ชื่อ “แดง” ที่ใช้ตะกร้าผลไม้มาสร้างเป็นงานร่วมกับผลมะเขือเทศด้วย)


ประการที่สี่ ผลงานนิเวศศิลป์ของเขามักสร้างจากรูปร่างและรูปทรงง่ายๆ โดยเฉพาะลักษณะการใช้เส้น มักเป็นทัศนธาตุประเภทที่พบอยู่มากในผลงานของเขา


ประการสุดท้าย หลังจากที่สร้างผลงานเสร็จมีการถ่ายภาพนิ่ง (Photo) และภาพเคลื่อนไหว (Moving Picture-Video Document Record) ซึ่งเป็นสื่อที่บันทึกผลงานศิลปะ ทั้งสองอย่างนี้มิได้เป็นผลงานศิลปะ ดังนั้นผู้ดูจึงมีโอกาสดูเพียงภาพบันทึกเท่านั้นไม่สามารถดูงานจริงได้ด้วยเงื่อนไขต่างๆของเวลาและสถานที่ (Time-Space)


หลังจากการเดินทางล่องแม่น้ำโขงและการสร้างนิเวศศิลป์สิ้นสุดโดยใช้เวลา 286 วัน พินได้นำภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกทั้งหมดตลอดการเดินทาง มาจัดแสดงนิทรรศการที่ Hof Art Gallery ย่านรัชดาภิเษก ทั้งนี้เขามิได้ใช้พื้นที่หอศิลป์เป็นการแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะ แต่เป็นการแสดงบทและภาพที่บันทึกผลงานศิลปะที่เขาสร้างขึ้น เนื่องจากผลงานได้ประทับอยู่แต่ละพื้นที่ที่เดินทางผ่านและถูกลบเลือนหายไปกับกาลเวลา ผู้ชมนิทรรศการจึงเห็นเพียงภาพบันทึกเท่านั้น


การเปิดตัวสู่สังคมครั้งนี้พินย่อมพร้อมรับคำถามอย่างมากมายว่า นิเวศศิลป์คืออะไร และเขากำลังทำอะไรกันแน่ เมื่อคำถามเกิดขึ้นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่สื่อทั้งหลายเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาสร้างขึ้น ผู้คนเริ่มรู้จักเขาบ้าง และเกิดการโต้เถียงกันในทางศิลปะขึ้นว่าเป็นหรือไม่เป็นงานศิลปะ หากแต่ผลกระทบที่สำคัญคือ มีการพูดถึงระบบนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขงและพื้นที่ริมชายฝั่ง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการถ่ายทำรายการ คนค้นคน ชื่อตอนว่า นิเวศศิลป์ พิน สาเสาร์ (ล่องลำน้ำยมเป็นเวลา 86 วันสร้างนิเวศศิลป์) เพื่อตอบคำถามกับสังคมถึงสิ่งที่เขาทำ เกิดการพูดคุยกันขึ้นในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม และนั้นอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ตัวของเขาเองต้องการ คือ เป็นกระบอกเสียงให้กับธรรมชาติผ่านผลงานศิลปะที่เขาสร้างสรรค์ด้วยชีวิตและประสบการณ์โดยตรงที่เรียกว่า นิเวศศิลป์.

*หมายเหตุ
1. นิเวศศิลป์ พิน สาเสาร์ เป็นตอนหนึ่งของรายการ “คนค้นคน” โดยทีวีบูรพา ออกอากาศเวลาสี่ทุ่มทุกวัน
อังคาร ตลอดเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551ช่องโมเดอร์นไนน์ทีวี ติดตามย้อนหลังได้ในเว็บไซด์
http://hiptv.mcot.net/player/hipPlayer.php?id=16359
2. รู้จักผลงานนิเวศศิลป์ ของ พิน สาเสาร์ มากขึ้นในหนังสือ
2.1 พิน สาเสาร์. 142 วัน 1,800 กม. นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก.กรุงเทพฯ: แพรว
สำนักพิมพ์, 2551.
2.2 พิน สาเสาร์. 86 วัน นิเวศศิลป์แม่น้ำยม. กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, 2552.

บรรณานุกรม

ภาษาไทย
พิน สาเสาร์. 142 วัน 1,800 กม. นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก.กรุงเทพฯ: แพรว, 2551.
จิระพัฒน์ พิตรปรีชา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์. โลกศิลปะศตวรรษที่ 20 .กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2545.

ภาษาอังกฤษ
Brian Wallis. Land and Environmental Art. Hong Kong: Phaidon Press Limited, 2005.
Ian Chilvers. Art and Artists. 2nd Edition. New York: Oxford, 1996. Ldward Lucie- Smith. Art Terms. London: Thames and Hudson, 1980.

ข้อมูลจาก World Wide Web
รายการคนค้นคน, นิเวศน์ศิลป์ พิน สาเสาร์ . [Online] Accessed 19 October 2009. Available from
http://hiptv.mcot.net/player/hipPlayer.php?id=16359
Wikipedia, Spiral Jetty. [Online] Accessed 17 October 2009. Available from
http://th.wikipedia.org/wiki

สุริยะ ฉายะเจริญ (2552)

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ในร้านเหล้า

พื้นที่เวิ้งกว้างอ้างว้างยังคงปรากฏอยู่ในตาของเขา ยิ่งในยามที่พื้นดินเพิ่งเสร็จสิ้นจากการกระแทกของห่าฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาเมื่อก่อนพลบค่ำ ความยะเยือกและชื้นเย็นย่อมเข้าไปทุกอณูของสรรพสิ่งบนพิภพ ไม่นับห้วงภายในของเขาที่ต้องรับลมหนาวในคราวที่หัวใจเพิ่งถูกเม็ดฝนแห่งความรู้สึกกระหน่ำลงจนแฉะฉ่ำ อารมณ์เช่นนี้เขาจะเป็นอย่างไรได้ นอกจากความเปลี่ยวดายที่ปรากฏกายออกมาในรูปของหนังตาที่หลุบต่ำเหม่อลอยไปสู่ห้วงอะไรซักอย่าง

เขาไม่ใช่คนที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตาผู้คนโดยทั่วไป แม้ว่าร่างกายที่ดูผ่ายผอมกว่าชายหนุ่มในวัยเดียวกัน แต่เขาก็ไม่ได้มีความปราดเปรียวในการพาร่างเยื้องกราย กลับดูช้าเฉื่อยราวกับไม่แยแสกับความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งรอบข้าง ทว่าทุกย่างก้าวกลับดูมั่นคงมากกว่าบุคลิกที่แสนจะแบบบาง

หลายครั้ง ที่ผู้คนในย่านถนนแห่งแสงสีจะเห็นเขานิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าสุราชั้นกลางในยามรัตติกาลคลี่คลุม ร้านประจำของเขาเป็นร้านเหล้าเล็กๆแต่กลับดูมีรูปแบบเฉพาะตัวอย่างอธิบายได้ยาก บางครั้งในคราวสุดสัปดาห์ก็มักชุลมุนด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาเต็มร้าน ครั้นวันธรรมดากลับดูว่างเปล่าราวไร้ร้างผู้คน บรรยากาศนิ่งยะเยือกจนสะท้านเข้าไปถึงขั้วหัวใจหากใครไม่คุ้นชินกับการอยู่ลำพังกับตัวเอง

วันนั้นเขาพาร่างอันแสนบางละเลียดไปถึงร้านประจำ เหล้าขวดเดิมที่ฝากไว้กับร้านถูกยกออกมาวางเบื้องหน้าพร้อมน้ำแข็งและแก้วเปล่า แสงอำพันใสในขวดที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมสะท้อนเรื่อกระทบผิวดวงตาอันเหม่อลอยนั้นราวกระจกส่องกัน เขายกแก้วที่มีน้ำแข็งและสุราขึ้นแล้วเพ่งมองนิ่งอย่างครุ่นคิด ไม่นานหลังจากนั้นแก้วสุราที่บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์สีทองก็ถูกกระดกเข้าไปในปากอย่างช้าๆจนหมดแก้วเหลือเพียงเสียงกระทบกันของก้อนน้ำแข็งยูนิคสองก้อนในคราวที่กำลังวางลงบนพื้นโต๊ะ เขาอมเหล้าไว้ในปากก่อนกลืนมันลงผ่านลำคอ พลางหลับตาราวกับต้องการลืมทั้งโลก เพียงเพื่อให้ทุกสรรพสำนึกได้รับผัสสะแห่งสุนทรียะรสของเมรัยรสเข้ม ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของเหล้าแก้วนั้นร่วงหล่นไปกองอยู่ในกระเพาะอาหารหรือราดรดไปสู่ห้วงหัวใจอันสุดแสนเหงากันแน่ แต่ที่ปรากฏกลับพบสายตาอันว่างเปล่าที่มากกว่าเดิมของชายที่ดูจะไร้ญาติขาดเพื่อนคนนี้

เกือบครึ่งคืนผ่านไปเขายังคงนั่งอยู่บนโต๊ะตัวเดิมอย่างสงบ เพลง Vincent คลอเคลียไปทั่วอณูของพื้นที่ในร้าน เนื้อเพลงกล่าวสดุดีชีวิตศิลปินนามอุโฆษผู้ล่วงลับที่ปลิดชีวิตตนเองจากความคับข้องและไม่มีที่ทางในการดำเนินไปของชีวิต เสียงร้องและเนื้อหาอันเนิบนาบยิ่งนำมาซึ่งความเปลี่ยวดายให้บรรยากาศภายในร้านมากขึ้นราวกับทำนองในพิธีฝังศพ ชายหนึ่งคน เด็กเสริฟหนึ่งคน และเจ้าของร้านอีกหนึ่งคน ต่างคนต่างมีที่มุมหลืบของตน นั่งนิ่งเงียบอยู่เพียงปริมณฑลส่วนตัว ภาพที่ออกมายิ่งทวีความวังเวงเป็นอย่างยิ่ง

ไม่นานกว่าอึดใจ มีหญิงสาวรูปร่างสมส่วน อกตึงหนั่นแน่นด้วยชุดแซ็กคอกว้างแต่ถูกปิดทับด้วยผ้าพันคนสีขาวซึ่งตัดกับชุดสีดำเงา เธอเยื้องย่างอย่างเงียบๆมาที่เค้าเตอร์ พลางนั่งลงบนเก้าอี้กลมสูงตวัดขึ้นนั่งไขว่ห้าง เป็นอันรู้กันกับเจ้าของร้านที่อยู่เบื้องหลังเค้าเตอร์ที่วางระเกะระกะไปด้วยขวดสุรานานาชนิด เมื่อเธอยกนิ้วชี้เรียวยาวที่ทาสีดำบนเปลือกของเล็บ ไม่นานนักเด็กเสริฟคนเดิมนำเบียร์สดมาเหยือกหนึ่งพร้อมแก้วเปล่าทรงใหญ่ที่ใช้ดื่มเบียร์สำหรับคอเบียร์มือฉกาจ เธอรินเบียร์ด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ช้า แต่ไร้ฟอง หลังจากยกเบียร์ในแก้วดื่มรวมเดียวหมด เธอกลับวางแก้วลงบนพื้นเค้าเตอร์ที่ทำเป็นโต๊ะสำหรับดื่มอย่างแช่มช้า นัยน์ตาที่เป็นประกายแหวกความมืดอนัตกาลไปสะท้อนเข้ากับม่านตาที่เพิ่งเงยขึ้นของชายผู้เป็นประดุปิศาจสุราเงียบ ผอมแกร่งและเชื่องช้า

เขามองผ่านม่านรัตติกาลภายในร้านไปสู่หญิงสาวชุดแซกสีดำที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเค้าเตอร์ แทนที่เขาจะละโลมมองตั้งแต่ท่อนขาเปล่าซึ่งมีอาภรณ์ปิดอยู่ถึงเพียงหน้าขาอันขาวละเอียด เขากลับจ้องไปที่ดวงตาอันสุดแสนสกาวในยามที่ค่ำคืนมืดมิดเต็มไปด้วยหมอกและควัน ทว่าเธอกลับมิได้มองตรงมายังเขา อีกทั้งจุดบุหรี่มวนจิ๋วด้วยไฟแช็กสีแดงฉ่ำรูปทรงแปลกต่างจากที่มีวางขายโดยทั่วไป พลางเหม่อมองผ่านหน้าเขาไปสู่บาทวิถีนอกร้าน ที่มีผู้คนไม่คับคั่ง หากแต่เมื่อเทียบกับบรรยากาศภายในร้าน ก็คงถือว่าภายนอกคูคึกคักกว่าไม่น้อย

ชายผู้เปรียบตัวเองเป็นผีดิบผู้เดียวดายเริ่มขยับกายขึ้นอย่างช้าๆ เขายั้นกายด้วยข้อมือและลำแขนอันผมแห้ง ทว่าบัดนี้กลับดูเสมือนมันเริ่มมีระเรื่อของสิ่งมีชีวิตขึ้นบางหลังจากที่แห้งซีดมาเป็นเวลานาน เขาพยายามยืดกายให้ตรงทว่ากลับมิแสดงออกถึงความผึ่งผายสง่างาม พลางเริ่มเดินตรงไปสู่จดหมาย ณ เบื้องหน้าเค้าเตอร์อันไร้ระเบียบนั้น

เขานั่งลงบนเก้าอี้กลมสูงขณะเดียวกันก็เอาแขนทั้งสองวางพาดเค้าเตอร์ มือทั้งสองกุมเข้าหากัน ไม่นานนักเขาหันหน้าไปยังสตรีสวยชุดแซ็กดำและพูดเป็นประโยคแรกแห่งคำคืนอันเปล่าเปลี่ยวนี้

“คุณมาร้านนี้บ่อยมั๊ยครับ”

“ไม่บ่อยมากหรอกคะ เฉพาะเวลาเบื่อ ๆ ดิชั้นก็มักจะมาสั่งเบียร์ที่นี่” เธอตอบโดยมิได้หันมามองหน้าเขา แต่ยังคงเหม่อมองไปสู่นอกร้านนั้นอย่างมีความคิดอะไรบางอย่าง

“ผมมาที่นี่ประจำ เห็นว่าที่นี่เปิดเพลงยุคซิ๊กตี้ เซเว่นตี้ เอ็กตี้ ก็เลยมานั่งฟังประจำ” เขาดูพูดคล่องราวกับมิใช่บุรุษผู้เงียบเหงาในห้วงหลายนาทีก่อน

เธอค่อยๆเอียงหน้าอันขาวละมุนทว่าถูกความมืดห่อหุ้มมาทางเขา ในความคิดของเขาช่างช่างเป็นความรู้สึกที่ลึกลับทว่าอบอุ่น

“ดิชั้นก็คิดแบบเดียวกัน คือ เพลงยุคพวกนี้มักมีเสน่ห์ที่อธิบายไม่ได้ แต่ก็แปลกที่เรามักรู้สึกอินกับมัน”

เสียงบรรเลงดนตรีของเพลง How Deep Is Your Love เริ่มขึ้น

เขาพูดผ่านความเงียบ “เพลงนี้ผมก็ชอบนะ”

“ดิชั้นก็ชอบ ถ้าจำไม่ผิดเป็นของ Bee Gee ใช่มั๊ยคะ”

“ครับ”เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

เมื่อมีเสียงร้องขึ้น เขาและเธอต่างก็ร้องคลอเบา ๆ ไปกับเพลง ราวกับคนรู้ใจที่คบหากันมาอย่างยาวนาน

“…I know your eyes in the morning sun
I feel you touch me in the pouring rain
and the moment that you wander far from me
I wanna feel you in my arms again...”

ทั้งสองต่างนั่งหันหลังพิงกับเค้าเตอร์ เหม่อมองผ่านบรรยากาศภายในร้านสู่ภายนอกที่สายฝนเม็ดเล็กเริ่มโปรยอีกครั้ง ผู้คนภายนอกต่างหาที่หลบกำบัง บ้างก็กางร่ม คู่รักหลายคู่เกินจูงมือกัน บ้างก็โอบกันเดินต่อไปราวกับมิได้สนใจหยดน้ำที่ทำให้ตนเองต้องเปียกปอน เพราะทั้งคู่ต่างมีหัวใจที่อบอุ่นของกันและกันเป็นร่มบังฝนมิให้หัวใจต้องฉ่ำหนาวได้

ไม่มีใครรู้ว่าเขาและเธอกำลังคิดอะไร แต่สิ่งที่ปรากฏในบรรยากาศอันสลัวแสงในร้าน คือทั้งคู่เหม่อไปเบื้องหน้านั่งพิงเค้าเตอร์นิ่ง ทั้งคู่ต่างดูคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่ภายใน เมื่อเพลงผ่านมาถึงจุดจบ เขาก็เดินออกจากเธอมาอย่างเงียบ ๆ สู่โต๊ะที่ตัวเองนั่งอยู่ตั้งแต่แรก หยิบแก้วใสที่ระยับแสงอยู่ในความมืดแล้วเติมอำพันใสสีทองกว่าครึ่งแก้ว จากนั้นยกแก้วขึ้นชูขึ้นระดับสายตาหันหน้าเข้าหาหญิงสาวชุดแซ็กดำที่ห่างไปไม่ไกลนัก ภาพที่เขาเห็นผ่านแก้วเหล้า คือ ผู้หญิงที่สวยที่สุดคนหนึ่งนั่งอยู่บนน้ำอำพันสีทอง เหลี่ยมแก้วเมื่อต้องแสงไฟบาง ๆ เกิดแสงระยิบระยับ ในสายตาเขา เธอจึงเป็นประดุจนางฟ้าสีทองที่มีดวงดาวพร่างพรายอยู่รอบกายอันสุดแสนงดงาม

เธอมองมายังเขา หน้าที่เคยนิ่งเฉยเริ่มปรากฏการยกขึ้นของมุมปากที่อวบอิ่มสีชมพูและเป็นมันเงาจากการทาลิปสติกราคาแพง เธอยกแก้วเบียร์สดที่ถูกยกมาให้ใหม่ระดับสายตาพร้อมหันมาทางเขา แล้วทั้งคู่ก็รินน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ปกติเข้มขมบาดคอ แต่ทว่าในการดื่มครั้งนี้ ทั้งเหล้าและเบียร์นั้นช่างหวานราวน้ำผึ้งทิพย์

เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบเล็ก หยิบสมุดเปล่าขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วหยิบปากกาหมึกดำที่นิ่งสงบอยู่ในกระเป๋าตรงอกของเสื้อเชิ้ตสีเทา เขามองไปที่เธอ และเธอก็เหลือบมาที่เขา แล้วก็หันไปมองทางอื่น

เขาเริ่มขยับปากกาดำด้ามเล็กนั้นอย่างรวดเร็ว จากเส้นโค้งที่ไม่ดูเป็นรูปอะไรกลายเป็นภาพลายเส้นของหญิงสาวชุดแซ็กที่เขาอยากเก็บให้สถิตอยู่ ณ สมุดวางเปล่าเล่มนั้น เมื่อเขามองที่เธอ แล้วก็ก้มลงปะทะหน้ากระดาษ มือที่เรียวกรอบนั้นก็ขยับปากกาไปเรื่อยๆ เขาทำซ้ำแบบนี้ไปมา จนเมื่อเธอหันมามองทำหน้างง ๆ เธอเอียงคอเล็ก ๆ สีขาวนวลในยามกลางวัน แต่กลับขมุกขมัวในยามรัตติกาลคลี่ทับ แล้วยิ้มให้กับบุรุษที่ขะมักเขม้นทำอะไรบางอย่างกับสมุดเล่มเล็กนั้น ทั้ง ๆ ที่เธออยู่ไม่ไกลนัก แต่ก็เดาไม่ได้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ไม่นานจากนั้นเธอก็ลุกจากเก้าอี้และเดินเข้ามาที่เขาพร้อมกับนั่งร่วมโต๊ะกลมเล็กๆ นั้น

“เขียนอะไรอยู่เหรอคะ”

“ผมกำลังเขียนรูปคุณครับ”

เขาพูดพลางยื่นให้เธอดูสมุดที่เคยว่าง แต่บัดนี้กลับปรากฏเป็นภาพลายเส้นของหญิงสาวสวยนางหนึ่งนั่งบนเก้าอี้กลมประทับอยู่บนพื้นที่ว่างนั้น

“ภาพสเก็ชต์นี้คือดิชั้นเหรอ...คุณเป็นจิตรกรสินะ”

“ครับ ผมเป็นคนเขียนรูป”

“ดิชั้นว่าผู้หญิงในรูปนี้ดูสวยกว่าตัวจริงนะคะ”

“ไม่ใช่หรอกครับ มันเหมือนคุณมากในสายตาของผม”

“แหม ชั้นดูดีในสายตาศิลปินเลยเหรอเนี่ย”

“ไม่ใช่ศิลปินหรอกครับ แต่ในสายตาของผมต่างหาก”

เขาลดสายตาลงสู่แก้วเหล้าทันทีหลังพูดสิ่งคิดที่อยู่ในใจ ความรู้สึกของเขานั้นเหมือนกับหูอื้อสลับกับการเต้นของหัวใจที่เริ่มเร็วผิดปกติ โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้าที่เขาไม่ได้มองนั้น คือ หญิงสาวหน้าสวยลดสายตาลงต่ำและแก้มที่ดูแล้วนุ่มละไมนั้นมีสีชมพูเรื่อ ๆ นั่งอมยิ้มอย่างเงียบ ๆ

ฝนที่กระหน่ำซัดมาตั้งแต่ก่อนหัวค่ำเปลี่ยนเป็นพรมพร่ำอยู่ยามพระจันทร์ตั้งฉาก บัดนี้ได้หยุดโปรยหยาดน้ำจากฟ้า กลายสภาพสรรพสิ่งให้อวลไปด้วยความเปียกชื้น ความยะเยือกและชื้นเย็นย่อมเข้าไปทุกอณูบนพิภพ แต่ห้วงภายในของชายหนุ่มที่ต้องรับลมหนาวในคราวที่หัวใจเพิ่งถูกเม็ดฝนแห่งความรู้สึกกระหน่ำลงจนแฉะฉ่ำ กลับถูกอาภรณ์แห่งความรู้สึกห่มคลุมให้อบอุ่นมิลืมเลือน.

โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ

สารัตถะแห่งความช้ำชอกของจิตที่วิปริต

โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ (jumpsuri@hotmail.com)


การดำรงอยู่ของมนุษย์ที่ต้องดำเนินไปควบคู่กับการผันแปรตามวัฏฏะแห่งโลก มิใช่เพียงบำเรอตนแต่เพียงรูปกายภายนอกเท่านั้น หากแต่การมีอยู่ของจิตวิญญาณกลับต้องคอยตรวจทานกันบ่อยครั้งกว่าร่างกาย เพราะตราบใดที่ห้วงภายในได้ถูกรบกวนด้วยอุทกภัยแห่งความรู้สึกแล้ว ก็ย่อมส่งสะท้อนออกมาสู่พฤติกรรมการแสดงออกด้วยเช่นเดียวกัน

ในขณะที่โลกได้ซึมซับและรับทราบแต่ความดี ความงาม และความเป็นจริง เรามักถูกมายาคติที่ซุกซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมแห่งการรับรู้ให้เชื่อแต่สิ่งที่งดงาม อีกทั้งพยายามลบลืมประวัติศาสตร์ที่ตนเป็นผู้แพ้พ่ายในเวทีชีวิต แต่ในยามที่มนุษย์เราอยู่เพียงลำพังกับตนเอง เสียงที่เคยถูกกดทับไว้ในหุบเหวแห่งความรู้สึกก็ก้องสะท้อนออกมาให้สะท้าน อำนาจฝ่ายมืดและอดีตอันปวดร้าว ตลอดจนความวิปริตทางใจก็ค่อย ๆ พรั่งพรูออกมาหลอนหลอกเราอยู่ทุกขณะจิต

ผลงานจิตรกรรมชุดนี้ของ เฉลิมพล รัตนโกศลวัฒน์ ได้แสดงออกถึงความสั่นคลอนภายในจิตใจของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความบกพร่องทางอารมณ์ กระทั่งกระทบไปถึงจิตวิญญาณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้มนุษย์เราเกิดการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ

ผลงานแต่ละชิ้นมักปรากฏภาพลักษณ์ของมนุษย์ผู้โดดเดี่ยวแปลกแยกจากโลกภายนอก ตัดขาดจากโลกจริงสู่เอกภพแห่งความกำกวม ความคมชัดที่หายไปถูกแทนที่ด้วยการทับซ้อนเหลื่อมกันของน้ำหนักสี ผลงานชุดนี้จึงทำให้ผู้ดูได้หวนไปถึงผัสสะแห่งการเห็นในยามที่เราป่วยไข้หรืออาการเมาจากฤทธิ์สารเสพติด ซึ่งมักจะไม่สามารถเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจน ในขณะเดียวกันก็ย้อนให้คิดอีกว่าภาพที่เห็นเบลอ ๆ เป็นภาพที่ศิลปินสัมผัสเอง หรือเป็นสภาวะจิตของรูปร่างคนที่อยู่ในภาพ และยังไม่นับอีกว่า บางทีผู้ชมผลงานต่างหากที่เป็นผู้เห็นสภาวะดังกล่าวเสมือนรู้สึกป่วยไข้ทางจิตซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานจิตรกรรม

สุดท้ายแล้วศิลปินได้สร้างวาทกรรมกับสังคมถึงความสำคัญของบริบททางจิตวิญญาณ ว่าการมีอยู่ซึ่งตัวตนทางกายภาพนั้น แท้ที่จริงยังมิสามารถเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ได้หากยังเกิดความบกพร่องผิดปกติทางจิตใจ และในวันที่วัตถุได้เข้ามาครอบครองทั่วปริมณฑลแห่งความเป็นมนุษย์ เราก็ยิ่งควรเยียวยาจิตใจให้เข้มแข็งควบคู่ไปกับวิถีชีวิต เพราะหากร่างกายเจ็บป่วยเราก็ใช้วัตถุธาตุต่าง ๆ รักษาให้บรรเทาและหายจากความเจ็บไข้ได้ หากแต่ความเจ็บป่วยภายในใจนั้น ก็ต้องใช้ใจเองเป็นผู้เยียวยาประดุจโอสถทิพย์ที่รักษาอาการบาดเจ็บจากอสรพิษทางจิตวิญญาณ.
จาก: สูจิบัตรนิทรรศการจิตรกรรม-ชุด Trauma 101 โดยเฉลิมพล รัตนโกศลวัฒน์. ณ. The Gallery, กรุงเทพฯ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กลุ่ม58 (Fifty Eight)

ผลงานจิตรกรรมของ เรวัต รูปศรี


ผลงานของ ประติพล ธาติไพบูลย์



ผลงานจิตรกรรมของ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์



ผลงานจิตรกรรมของ ฐิตฐิวดี มากบุญ



ผลงานของฉายดนัย ศิริวงศ์



ผลงานของ ธนาพันธ์ (ธีรพงษ์) มูลกันทา



ผลงานของ ชนะชัย เกศศรีรัตน์




ผลงานประติมากรรมของ อนุภาพ จันทรัมพร






ผลงานประติมากรรมเทคนิคผสมของ สุวิทย์ มาประจวบ





ผลงานภาพพิมพ์ของ อภิรดี ชิดประสงค์







ผลงานจิตรกรรมของ เอนก พูนเหลือ



ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันของ ชัชวาล พงษ์ภักดี


วาดเส้น-สีน้ำ "ตลาดเมืองกาญจน์" ของ สุริยะ ฉายะเจริญ (พลเกิ้ง)









ภาพพิมพ์แกะไม้ของ วีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ (อายิโนะ)










ผลงานสื่อผสมชุด "พิ(ษ)ศสตรี" ของกรกช งามพัตราพันธ์ (มะลิต้า)






ผลงานภาพพิมพ์แกะไม้และพิมพ์โลหะของ อาทิตย์ อมรชร (ล้านดวง-ปุ่น)



ผลงานภาพพิมพ์โลหะของ ปราณ ชาญโลหะ (ดาวโหลด)