เรียบเรียงโดย: สุริยะ ฉายะเจริญ, ปร.ด. (ทัศนศิลป์และการออกแบบ), ศ.ม. (ทฤษฎีศิลป์), ศ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 2 (จิตรกรรม)
แนวคิดของ
Howard
Riley ในการประเมิน Practice-based Research ในสาขาทัศนศิลป์
Howard Riley เป็นนักวิชาการ
ศิลปิน และนักวิจัยชาวสหราชอาณาจักร ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้าน Practice-based
Research, Drawing Research, Visual Semiotics และ Art
Education โดยเฉพาะการวิจัยระดับปริญญาเอกด้านทัศนศิลป์
ผลงานของเขามุ่งอธิบายว่า
การปฏิบัติทางศิลปะ (Artistic Practice) สามารถเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ได้อย่างไร และเสนอแนวทางการประเมินคุณภาพของงานวิจัยสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของศาสตร์ทางศิลปะ
1.
เกณฑ์การประเมินงานวิจัยแบบ Practice-based Research
Howard Riley เสนอเกณฑ์การประเมินสำหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่ใช้แนวทาง
Practice-based Research ในสาขาทัศนศิลป์ร่วมสมัย โดยเสนอว่า
ระดับความน่าสนใจของผลงาน (Intrigue) ควรเป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินคุณภาพของงานวิจัยสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วย 2 มิติ ได้แก่
- Perceptual
Intrigue (ความน่าสนใจทางการรับรู้) หมายถึง
ความสามารถของผลงานในการดึงดูดการรับรู้ผ่านองค์ประกอบทางทัศนศิลป์ เช่น สี รูปทรง
พื้นผิว แสง พื้นที่ และองค์ประกอบทางสุนทรียภาพ
- Conceptual
Intrigue (ความน่าสนใจทางแนวคิด) หมายถึง
ความสามารถของผลงานในการกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดการตีความ ตั้งคำถาม
และเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม หรือปรัชญา
ความน่าสนใจทั้งสองมิตินี้เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเกิดสภาวะของความใส่ใจ (Attentiveness) ซึ่งนำไปสู่การสร้าง ความเข้าใจใหม่ (Fresh Understanding) และการเกิดองค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) จากการรับรู้และการตีความผลงานศิลปะ
2.
ศิลปะในฐานะกระบวนการสร้างองค์ความรู้
Howard Riley อธิบายว่า ทัศนศิลป์ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างวัตถุทางศิลปะ หากแต่เป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจและการสร้างองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์เชิงสุนทรียะ
(Aesthetic Experience)
ศิลปะสามารถก่อให้เกิด
ความรู้ที่ไม่อยู่ในรูปของข้อเสนอเชิงประพจน์ (ไม่เป็นทั้งความจริง-ความเท็จ) (Non-propositional
Knowledge)
ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ การปฏิบัติ การรับรู้
และการตีความ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตรรกะเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์
แต่ก็มีคุณค่าและความสำคัญไม่น้อยไปกว่า ความรู้เชิงประพจน์ (ความจริง-ความเท็จ) (Propositional
Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
แม้ว่าความรู้ทั้งสองประเภทจะมีวิธีการสร้างองค์ความรู้แตกต่างกัน แต่ต่างก็มีบทบาทในการพัฒนาความรู้ของมนุษย์ในบริบทที่แตกต่างกัน
3.
Aesthetic Cognitivism: ศิลปะสร้าง "ความเข้าใจ"
Howard Riley พัฒนาแนวคิดภายใต้กรอบ Aesthetic Cognitivism (สุนทรียศาสตร์เชิงปัญญา)
ซึ่งมองว่าศิลปะสามารถสร้างองค์ความรู้ได้เช่นเดียวกับศาสตร์อื่น แต่ศิลปะไม่ได้สร้างความรู้ผ่านข้อเท็จจริง
หากสร้างผ่านความเข้าใจ (Understanding)
สิ่งที่ศิลปะมอบให้ผู้ชมไม่ใช่เพียง Knowledge ในความหมายของข้อเท็จจริง หากแต่เป็น Understanding หรือ "ความเข้าใจ" ที่เกิดจากการรับรู้ การตีความ และประสบการณ์ตรงของผู้ชมต่อผลงานศิลปะ ความเข้าใจดังกล่าวทำให้ผู้ชมสามารถมองโลก เห็นความสัมพันธ์ หรือทำความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ในมุมมองใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนรู้ผ่านข้อมูลหรือทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
4.
แนวทางใหม่ในการประเมินงานวิจัยสร้างสรรค์
Howard Riley เสนอว่า การประเมินงานวิจัยสร้างสรรค์ไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่า "งานวิจัยนี้ค้นพบข้อเท็จจริงใหม่อะไร" แต่ควรพิจารณาว่า "งานวิจัยนี้ทำให้เกิดความเข้าใจใหม่ (Fresh Understanding) และก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะได้อย่างไร"
ด้วยเหตุนี้
Perceptual
Intrigue (ความน่าสนใจทางการรับรู้) และ Conceptual Intrigue
(ความน่าสนใจทางแนวคิด) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการประเมินคุณภาพงานวิจัยสร้างสรรค์
โดยเห็นว่า
ความน่าสนใจทั้งสองมิติเป็นปัจจัยเริ่มต้นที่กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความใส่ใจ
และนำไปสู่การสร้างความเข้าใจใหม่
ระดับความสมดุลระหว่าง Perceptual Intrigue และ Conceptual Intrigue ควรใช้เป็นเกณฑ์ใหม่ในการประเมินคุณภาพของงานวิจัยแบบ Practice-based Research ในสาขาทัศนศิลป์
5.
ความสำคัญต่อการวิจัยสร้างสรรค์ระดับปริญญาเอก
Howard Riley เห็นว่า แนวคิดเรื่อง "ความรู้"
ควรได้รับการขยายความหมายให้ครอบคลุมมากกว่าความรู้เชิงประพจน์ที่เป็นรากฐานของการวิจัยแบบวิทยาศาสตร์
โดยยอมรับว่า ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ ประสบการณ์ และการรับรู้ทางสุนทรียะ
ก็เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าเช่นเดียวกัน
ดังนั้น
ศิลปะจึงไม่ใช่เพียงการสร้างวัตถุหรือประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ
หากแต่เป็นกระบวนการสร้าง ความเข้าใจใหม่ (Fresh Understanding) และ องค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะ
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ Practice-based Research
ข้อเสนอของ Howard Riley จึงมีส่วนช่วยยกระดับการยอมรับงานวิจัยสร้างสรรค์ให้มีสถานะเทียบเท่ากับการวิจัยในศาสตร์อื่น ๆ ภายใต้บริบทของมหาวิทยาลัยสหวิทยาการ โดยเสนอเกณฑ์การประเมินที่สะท้อนคุณค่าของการสร้างองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะได้อย่างเป็นระบบ เป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับธรรมชาติของการวิจัยในสาขาทัศนศิลป์ มากกว่าการใช้เกณฑ์เดียวกับการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว
ที่มา: Howard Riley. (2025). Assessing practice-based research in the visual arts: a proposed new criterion. Studies in Graduate and Postdoctoral Education (2025) 16 (2): 134–148.

































