วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ว่าด้วยการสันนิษฐานคุณลักษณะของกระบวนทัศน์ในทัศนศิลป์ร่วมสมัย

สุริยะ ฉายะเจริญ, ปร.ด. (ทัศนศิลป์และการออกแบบ), ศ.ม. (ทฤษฎีศิลป์), ศ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 2 (จิตรกรรม)

กระบวนทัศน์ในทัศนศิลป์ร่วมสมัย หมายถึง ชุดกรอบแนวคิด ทฤษฎี และวิธีวิทยาที่ใช้ในการอธิบาย วิเคราะห์ วิพากษ์ และสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และโลกาภิวัตน์ กระบวนทัศน์ในกรณีนี้ จึงหมายถึงกรอบแนวคิดที่กำหนดได้หลายประเด็นที่ครอบคลุม ดังนี้

- ศิลปะคืออะไร

- ศิลปินมีบทบาทอย่างไร

- อะไรคือคุณค่าของงานศิลปะ

- วิธีการสร้างสรรค์เป็นอย่างไร

- การตีความงานศิลปะควรเป็นอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงจากกรอบความคิดทัศนศิลป์ร่วมสมัยที่มีแต่เดิมไปสู่กรอบความคิดใหม่ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งส่งผลต่อวิธีคิดและการสร้างสรรค์ทางศิลปะ ซึ่งลักษณะของกระบวนทัศน์ในทัศนศิลป์ร่วมสมัยตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลวัตเสมอ ทัศนศิลป์ร่วมสมัยได้เปลี่ยนผ่านจากแนวคิดสมัยใหม่ (Modernism) ไปสู่กรอบคิดใหม่ที่มีลักษณะสำคัญหลายประการ ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบ (Form) สู่แนวคิด (Concept)

ในอดีตคุณค่าของศิลปะมักอยู่ที่ความงาม/สุนทรียภาพ เทคนิค และองค์ประกอบทางศิลปะที่สอดคล้องลงตัว แต่ในทัศนศิลป์ร่วมสมัยให้ความสำคัญกับแนวความคิดมากกว่ารูปแบบทางกายภาพที่ปรากฏ หรือแม้แต่การให้คุณลักษณะของผลงานที่เน้นในด้านการส่งเสริมให้ผู้ชมเกิดการคิดและตีความผลงานที่ปรากฏ ตัวอย่างสำคัญ เช่น ผลงานชื่อ One and Three Chairs ของ Joseph Kosuth ตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของ "เก้าอี้" ผ่านวัตถุจริง ภาพถ่าย และคำจำกัดความในพจนานุกรม แสดงให้เห็นว่าศิลปะอาจเป็นการตั้งคำถามเชิงปรัชญามากกว่าการสร้างความงาม ซึ่งผลงานเป็นวัตถุของการตั้งคำถามและการสนทนาทางความคิดที่สามารถสร้างข้อถกเถียงและต่อยอดได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่ง




2. การเปลี่ยนแปลงจากวัตถุศิลปะสู่กระบวนการและประสบการณ์

งานทัศนศิลป์ร่วมสมัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ แต่รวมถึงกิจกรรม การปฏิบัติการ และประสบการณ์ร่วมที่มีด้วยกันในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ตัวอย่างสำคัญ เช่น ผลงาน Performance ชื่อ The Artist Is Present ของ Marina Abramović แสดงให้เห็นว่า ผู้ชมไม่ได้เพียงมองผลงาน แต่ก้าวเข้ามาสู่อาณาบริเวณของปฏิบัติการทางศิลปะ ทำให้ผู้ชมที่เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง เปลี่ยนสถานะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางศิลปะ/ อีกนัยหนึ่ง ผู้ชมเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการทางศิลปะเพื่อให้งานศิลปะมีความสมบูรณ์มากขึ้น


ที่มา: https://www.moma.org/audio/playlist/243/3133


3. การเปลี่ยนแปลงจากความเป็นสากลสู่ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

งานทัศนศิลป์ร่วมสมัยเปิดพื้นที่ให้กับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ชาติพันธุ์ เพศสภาพ และวัฒนธรรมที่เคยถูกมองข้าม ในกรณีนี้ Yayoi Kusama และ El Anatsui เป็นตัวอย่างของศิลปินร่วมสมัยที่นำรากฐานทางวัฒนธรรมและประสบการณ์เฉพาะของตนมาสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกได้ ผลงานของทั้งสองแสดงให้เห็นว่า ความเป็นสากลในศิลปะไม่ได้เกิดจากการละทิ้งอัตลักษณ์ท้องถิ่น แต่เกิดจากการนำบริบททางวัฒนธรรมของตนเองมาสร้างความหมายที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ร่วมของมนุษยชาติ

Yayoi Kusama ใช้ประสบการณ์ส่วนตัว ความเชื่อ และบริบททางวัฒนธรรมญี่ปุ่น ถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์ของจุด (Polka Dots) และพื้นที่ไร้ขอบเขต เพื่อสะท้อนประเด็นสากลเกี่ยวกับตัวตน ความโดดเดี่ยว และการดำรงอยู่ของมนุษย์ เช่น ผลงานชื่อ Infinity Mirror Rooms ใช้กระจก แสงไฟ และจุดจำนวนมหาศาลสร้างพื้นที่ที่ดูไร้ขอบเขต สะท้อนแนวคิดเรื่องความไม่มีที่สิ้นสุด (Infinity) ซึ่งเชื่อมโยงทั้งกับปรัชญาตะวันออกและการตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์




ส่วนกรณีของ El Anatsui เป็นศิลปินที่นำวัสดุเหลือใช้และประวัติศาสตร์แอฟริกามาสร้างผลงานที่เชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ การล่าอาณานิคม การบริโภค และโลกาภิวัตน์ เช่น ผลงานชื่อ Old Man's Cloth (2003)ที่ผลงานศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ สะท้อนอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของทวีปแอฟริกาได้อย่างโดดเด่นด้วยการนำฝาขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเศษโลหะจากบรรจุภัณฑ์ที่ถูกใช้แล้ว มาทุบให้แบนและร้อยเชื่อมต่อกันด้วยลวดทองแดงจนเกิดเป็นผืนโลหะขนาดมหึมาที่มีลักษณะคล้ายผ้าทอแบบดั้งเดิมของแอฟริกาตะวันตก 

ผลงานชิ้นนี้เป็นการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างสรรค์ใหม่และยังเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์การค้า การล่าอาณานิคม และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างแอฟริกากับโลกตะวันตก ผ่านสัญลักษณ์ของขวดสุราและเครือข่ายการค้าข้ามทวีป ในกรณีนี้ ส่งผลให้ Old Man's Cloth กลายเป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะร่วมสมัยที่สามารถเชื่อมโยงบริบทท้องถิ่นของแอฟริกาเข้ากับประเด็นสากลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และโลกาภิวัตน์ได้อย่างทรงพลัง


ที่มา: https://smarthistory.org/el-anatsui-old-mans-cloth/


4. การบูรณาการเทคโนโลยีและสื่อใหม่

งานทัศนศิลป์ร่วมสมัยขยายขอบเขตจากสื่อดั้งเดิมไปสู่สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ผลงานที่หลากหลายแสดงให้เห็นถึงการประนีประนอม การน้อมรับ และการปรับใช้อย่างชาญฉลาดของศิลปินและนักสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลงานในรูปแบบ Digital Art, Interactive Art, Video Art, Virtual Reality, Artificial Intelligence เป็นต้น

ในกรณีนี้ มีตัวอย่างสำคัญ เช่น Refik Anadol ศิลปินสื่อใหม่ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาเป็นวัสดุสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวและสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสและตีความข้อมูลในรูปแบบของประสบการณ์ทางศิลปะ 

ผลงานของ Refik Anadol ชื่อ Unsupervised (2022) เป็นผลงานศิลปะสื่อใหม่ที่จัดแสดงถาวร ณ Museum of Modern Art โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลจากคอลเลกชันศิลปะของพิพิธภัณฑ์ที่สะสมมากว่า 200 ปี แล้วสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงการนำข้อมูล (Data) และ AI มาใช้เป็นวัสดุในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ทางสุนทรียะรูปแบบใหม่ที่เกิดจากการผสานระหว่างประวัติศาสตร์ศิลปะ เทคโนโลยี และการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์




5. การวิพากษ์วิจารณ์สังคม

งานทัศนศิลป์ร่วมสมัยทำหน้าที่ตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ สิทธิมนุษยชน สงคราม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสิ่งแวดล้อมของโลก เช่น ผลงานศิลปะจัดวางชื่อ A Subtlety, or the Marvelous Sugar Baby ของ Kara Walker ที่จัดแสดงในปี ค.ศ. 2014 ภายในโรงงานน้ำตาลเก่า Domino Sugar Refinery ในบรูคลิน นครนิวยอร์ก 

ผลงานA Subtlety, or the Marvelous Sugar Baby ของ Kara Walker กลายเป็นหนึ่งในงานศิลปะร่วมสมัยที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของทศวรรษ โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์การผลิตน้ำตาลกับประเด็นเรื่องทาส เชื้อชาติ แรงงาน และการมองร่างกายของสตรีผิวดำในสังคมอเมริกัน ประติมากรรมสฟิงซ์หญิงขนาดยักษ์เคลือบน้ำตาลสีขาว สูงประมาณ 35 ฟุต และยาวราว 75 ฟุต โดยมีใบหน้าและลักษณะบางส่วนที่อ้างอิงภาพเหมารวมของสตรีผิวดำในวัฒนธรรมอเมริกัน นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น “ผู้รับใช้” อีกหลายชิ้นที่รายล้อมอยู่ในพื้นที่โรงงานร้างที่เคยเป็นสถานที่แปรรูปน้ำตาลจริง


ที่มา: https://www.instituteforpublicart.org/case-studies/a-subtlety/


สรุป

กระบวนทัศน์ในทัศนศิลป์ร่วมสมัยนี้เป็นข้อสัณนิษฐานของผู้เขียนที่สังเกตและวิเคราะห์ว่างานทัศนศิลป์ในปัจจุบันมุ่งเน้นการสร้างความหมายมากกว่าการสร้างสุนทรียภาพแต่เพียงอย่างเดียวเป็นสำคัญ ผลงานทัศนศิลป์ร่วมสมัยเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผสานเทคโนโลยีและสื่อใหม่ และใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามและวิพากษ์สังคม ทำให้ศิลปะร่วมสมัยเป็นทั้งพื้นที่แห่งการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และการสะท้อนปัญหาของโลกปัจจุบันด้วย

วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ว่าด้วย SUPHAN's Echoes ณ 1984+1 gallery

โดย: ดร.สุริยะ ฉายะเจริญ 

(อาจารย์ประจำหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาการจัดการศิลปกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี) e-mail: jumpsuri@gmail.com

 

SUPHAN's Echoes: นิทรรศการกลุ่มโดยศิลปินทั้ง 16 คน ณ 1984+1 gallery จ.สุพรรณบุรี คือ นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่ว่าด้วยเสียงสะท้อนของศิลปะร่วมสมัยในสุพรรณบุรีผ่านผลงานศิลปะของศิลปินที่ร่วมตั้งคำถามกับมุมมองทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชุมชน ความเชื่อ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ความน่าสนใจของผลงานแต่ละชิ้นคือบทสนทนาขององค์รวมภายใต้บรรยากาศของพื้นที่จัดแสดงงานที่ปรับเปลี่ยนบริบทจากโรงเก็บข้าวสู่พื้นที่ทางศิลปะ ผลงานแต่ละชิ้นที่แม้มีเรื่องราวและความหมายของตนเองแต่กก็กลับให้ความรู้สึกที่ปรับเปลี่ยนไปตามบรรยากาศของพื้นที่อันมีองค์ประกอบในด้านของแสงและอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ช่วยกำหนดทิศทางการรับรู้เมื่อผู้ชมได้ก้าวเข้าในพื้นที่สามัญอันแปลกประหลาด

จากโรงเก็บข้าวสู่การสถาปนาพื้นที่ศิลปะที่ดูราวกับมหาวิหารที่เงียบสงบพาให้เราก้าวเดินไปแต่ละจุดที่จัดแสดงผลงานอันกว้างขวางประหนึ่งดินแดนที่อยู่นอกเหนือจากความเข้าใจในความเป็นหอสิลป์แต่เดิม

ผลงานแต่ละชิ้นเปล่งบทสนทนาในเรื่องราวของตนเองอย่างแผ่วกระซิบ ถ้อยแถลงของผลงานแต่ละชิ้นแผ่วเบาจนทำให้ต้องเงี่ยหูและเงี่ยใจไปสัมผัส ไม่นับกับความหมายที่ทับซ้อนไปกับบริบทที่เกี่ยวข้องกับสุพรรณบุรีที่เราต้องก้าวเข้าไปสู่โลกของการตีความ สิ่งนี้จึงอาจเรียกได้ว่า ศิลปะทำหน้าที่ในการส่งสารบางอย่างให้ผู้ดูให้ค่อย ๆ ครุ่นคิดอย่างเงียบ ๆ กับบรรยากาศที่สงัดงัน แต่กลับมีสายลมแผ่ว ๆ ค่อยพัดผ่านภายในพื้นที่อย่างน่าฉงน

การชื่นชมและเพ่งพินิจผลงานจึงอยู่ในบรรยากาศที่แปลกหูแปลกตาสำหรับผู้ที่คุ้นชิ้นอยู่กับหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ที่วัตถุต่าง ๆ มักอยู่ภายใต้แสงไฟที่จับจ้องและจัดวางสิ่งของไว้อย่างวัตถุศักดิ์สิทธิ์ แต่ผลงานศิลปะที่จัดวางและติดตั้งในนิทรรศการนี้กลับดูสามัญและให้อารมณ์ในแบบเป็นกันเองอย่างสุขุม ราวกับว่าจะเอ่ยปากบอกเรื่องราวสักอย่าง แต่ก็เป็นเสียงกระซิบที่แผ่วผิว ทว่าเนื้อหากลับเข้มข้น แต่ไม่บีบคั้นให้คิดตามมากจนเกินไป

นิทรรศการนี้จึงเป็นเสมือนการนำบทสนทนาของเหล่าศิลปินมาปะทะสังสรรค์กันอย่างสุภาพด้วยขนาดพื้นที่ขนาดใหญ่ ความกว้างใหญ่ของพื้นที่ยิ่งทำให้ตัวของเราเองเล็กจนเกินไป บทสนทนาแห่งเสียงกระซิบนั้นกลับดูให้เรามาทบทวนบางความคิดให้พินิจไปเรื่องบางเรือง พื้นที่บางพื้นที่ คนบางคน และอดีตบางอย่างที่ประสบการณืของแต่ละคนจะพึงมี

เสียงสะท้อนที่ล่องลอยมาตามสายลมของสุพรรณบุรีจึงกลายเป็นบทสนทนาและเรื่องเล่าที่ไม่บังคับให้ผู้ชมต้องเชื่อ

แต่ผู้ชมต้องตีความจากบทสนทนาด้วยภาษาที่มาจากการเห็น

แม้การจ้องมองและการเห็นด้วยตาจะเป็นสัมผัสหลักที่เราพึงกระทำเมื่อได้ชมผลงานในนิทรรศการนี้ก็ตาม

แต่การคิดสำคัญกว่า

เพียงแต่ว่าจะแง่ไหน มุมไหน เหลี่ยมไหน

ก็สุดแท้แต่เรา ๆ ท่าน ๆ จะจินตนาการตามสายลมอุ่น ๆ ที่โชยผ่านมาในพื้นที่ และผ่านออกไปสู่ท้องทุ่งกว้างของสุพรรณบุรี





























นิทรรศการ SUPHAN's Echoes  1984+1 gallery จ.สุพรรณบุรี

โดย ชานนท์ ทัสสะ, วิสูตร สุทธิกุลเวทย์, ประกิต กอบกิจวัฒนา, วิศิษฐ พิมพิมล, กริช จันทรเนตร, รุจน์ ถวัลย์อรรณพ, อัญชลี อนันตวัฒน์, พชร ปิยะทรงสุทธิ์, ตฤณภัทร ชัยสิทธิศักดิ์, ขวัญชัย สินปรุ, นพนันท์ ทันนารี, ชญานิษฐ์ ม่วงไทย, พรยมล สุทธัง, วัชรนนท์ สินวราวัฒน์, วาฬร์ จิรชัยสกุล, วิทธวัช สุกใส

จัดแสดงระหว่างวันที่ 3 มิถุนายน - 6 สิงหาคม 2566 เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 - 17.30

หรือตามนัดหมาย โทร 0871566965

อีเมล artsherbetau@gmail.com

facebook : 1984+1 gallery

*ขอขอบคุณ คุณปรีชา รักซ้อน: ศิลปินและเจ้าของพื้นที่ 1984+1 gallery จ.สุพรรณบุรี

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565

การสร้างสรรค์สุนทรียะจิตภาวนา: ศิลปะเชิงสัมพันธ์จากการบูรณาการวาดเส้นกับการปฏิบัติสมาธิ

 การสร้างสรรค์สุนทรียะจิตภาวนา: ศิลปะเชิงสัมพันธ์จากการบูรณาการวาดเส้นกับการปฏิบัติสมาธิ

โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ

จากดุษฎีนิพนธ์เรื่อง: “การสร้างสรรค์สุนทรียะจิตภาวนา: ศิลปะเชิงสัมพันธ์จากการบูรณาการวาดเส้นกับการปฏิบัติสมาธิ” หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาทัศนศิลป์และการออกแบบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

บรรยายให้กับนักศึกษาคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2564 ผ่านระบบออนไลน์