วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

แนวคิดของ Howard Riley ในการประเมิน Practice-based Research ในสาขาทัศนศิลป์

เรียบเรียงโดย: สุริยะ ฉายะเจริญ, ปร.ด. (ทัศนศิลป์และการออกแบบ), ศ.ม. (ทฤษฎีศิลป์), ศ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 2 (จิตรกรรม)

แนวคิดของ Howard Riley ในการประเมิน Practice-based Research ในสาขาทัศนศิลป์


Howard Riley เป็นนักวิชาการ ศิลปิน และนักวิจัยชาวสหราชอาณาจักร ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้าน Practice-based Research, Drawing Research, Visual Semiotics และ Art Education โดยเฉพาะการวิจัยระดับปริญญาเอกด้านทัศนศิลป์

ผลงานของเขามุ่งอธิบายว่า การปฏิบัติทางศิลปะ (Artistic Practice) สามารถเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ได้อย่างไร และเสนอแนวทางการประเมินคุณภาพของงานวิจัยสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของศาสตร์ทางศิลปะ


1. เกณฑ์การประเมินงานวิจัยแบบ Practice-based Research

Howard Riley เสนอเกณฑ์การประเมินสำหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่ใช้แนวทาง Practice-based Research ในสาขาทัศนศิลป์ร่วมสมัย โดยเสนอว่า ระดับความน่าสนใจของผลงาน (Intrigue) ควรเป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินคุณภาพของงานวิจัยสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วย 2 มิติ ได้แก่

- Perceptual Intrigue (ความน่าสนใจทางการรับรู้) หมายถึง ความสามารถของผลงานในการดึงดูดการรับรู้ผ่านองค์ประกอบทางทัศนศิลป์ เช่น สี รูปทรง พื้นผิว แสง พื้นที่ และองค์ประกอบทางสุนทรียภาพ

- Conceptual Intrigue (ความน่าสนใจทางแนวคิด) หมายถึง ความสามารถของผลงานในการกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดการตีความ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม หรือปรัชญา

ความน่าสนใจทั้งสองมิตินี้เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้ชมเกิดสภาวะของความใส่ใจ (Attentiveness) ซึ่งนำไปสู่การสร้าง ความเข้าใจใหม่ (Fresh Understanding) และการเกิดองค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) จากการรับรู้และการตีความผลงานศิลปะ

2. ศิลปะในฐานะกระบวนการสร้างองค์ความรู้

Howard Riley อธิบายว่า ทัศนศิลป์ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างวัตถุทางศิลปะ หากแต่เป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจและการสร้างองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์เชิงสุนทรียะ (Aesthetic Experience)

ศิลปะสามารถก่อให้เกิด ความรู้ที่ไม่อยู่ในรูปของข้อเสนอเชิงประพจน์ (ไม่เป็นทั้งความจริง-ความเท็จ) (Non-propositional Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ การปฏิบัติ การรับรู้ และการตีความ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตรรกะเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีคุณค่าและความสำคัญไม่น้อยไปกว่า ความรู้เชิงประพจน์ (ความจริง-ความเท็จ) (Propositional Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

แม้ว่าความรู้ทั้งสองประเภทจะมีวิธีการสร้างองค์ความรู้แตกต่างกัน แต่ต่างก็มีบทบาทในการพัฒนาความรู้ของมนุษย์ในบริบทที่แตกต่างกัน

3. Aesthetic Cognitivism: ศิลปะสร้าง "ความเข้าใจ"

Howard Riley พัฒนาแนวคิดภายใต้กรอบ Aesthetic Cognitivism (สุนทรียศาสตร์เชิงปัญญา) ซึ่งมองว่าศิลปะสามารถสร้างองค์ความรู้ได้เช่นเดียวกับศาสตร์อื่น แต่ศิลปะไม่ได้สร้างความรู้ผ่านข้อเท็จจริง หากสร้างผ่านความเข้าใจ (Understanding)

สิ่งที่ศิลปะมอบให้ผู้ชมไม่ใช่เพียง Knowledge ในความหมายของข้อเท็จจริง หากแต่เป็น Understanding หรือ "ความเข้าใจ" ที่เกิดจากการรับรู้ การตีความ และประสบการณ์ตรงของผู้ชมต่อผลงานศิลปะ ความเข้าใจดังกล่าวทำให้ผู้ชมสามารถมองโลก เห็นความสัมพันธ์ หรือทำความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ในมุมมองใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการเรียนรู้ผ่านข้อมูลหรือทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

4. แนวทางใหม่ในการประเมินงานวิจัยสร้างสรรค์

Howard Riley เสนอว่า การประเมินงานวิจัยสร้างสรรค์ไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่า "งานวิจัยนี้ค้นพบข้อเท็จจริงใหม่อะไร" แต่ควรพิจารณาว่า "งานวิจัยนี้ทำให้เกิดความเข้าใจใหม่ (Fresh Understanding) และก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะได้อย่างไร"

ด้วยเหตุนี้ Perceptual Intrigue (ความน่าสนใจทางการรับรู้) และ Conceptual Intrigue (ความน่าสนใจทางแนวคิด) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการประเมินคุณภาพงานวิจัยสร้างสรรค์ โดยเห็นว่า ความน่าสนใจทั้งสองมิติเป็นปัจจัยเริ่มต้นที่กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความใส่ใจ และนำไปสู่การสร้างความเข้าใจใหม่

ระดับความสมดุลระหว่าง Perceptual Intrigue และ Conceptual Intrigue ควรใช้เป็นเกณฑ์ใหม่ในการประเมินคุณภาพของงานวิจัยแบบ Practice-based Research ในสาขาทัศนศิลป์

5. ความสำคัญต่อการวิจัยสร้างสรรค์ระดับปริญญาเอก

Howard Riley เห็นว่า แนวคิดเรื่อง "ความรู้" ควรได้รับการขยายความหมายให้ครอบคลุมมากกว่าความรู้เชิงประพจน์ที่เป็นรากฐานของการวิจัยแบบวิทยาศาสตร์ โดยยอมรับว่า ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ ประสบการณ์ และการรับรู้ทางสุนทรียะ ก็เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ศิลปะจึงไม่ใช่เพียงการสร้างวัตถุหรือประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ หากแต่เป็นกระบวนการสร้าง ความเข้าใจใหม่ (Fresh Understanding) และ องค์ความรู้ใหม่ (New Knowledge) ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ Practice-based Research

ข้อเสนอของ Howard Riley จึงมีส่วนช่วยยกระดับการยอมรับงานวิจัยสร้างสรรค์ให้มีสถานะเทียบเท่ากับการวิจัยในศาสตร์อื่น ๆ ภายใต้บริบทของมหาวิทยาลัยสหวิทยาการ โดยเสนอเกณฑ์การประเมินที่สะท้อนคุณค่าของการสร้างองค์ความรู้ผ่านการปฏิบัติทางศิลปะได้อย่างเป็นระบบ เป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับธรรมชาติของการวิจัยในสาขาทัศนศิลป์ มากกว่าการใช้เกณฑ์เดียวกับการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว


ที่มา: Howard Riley. (2025). Assessing practice-based research in the visual arts: a proposed new criterion. Studies in Graduate and Postdoctoral Education (2025) 16 (2): 134–148.

 


บทวิจารณ์ Practice, Research and Their Phantom Limb ของ Dominique Hecq และ Robert Banagan (2010) วิจารณ์หนังสือชื่อ “Practice-led Research, Research-led Practice in the Creative Arts” ของ Hazel Smith และ Roger T. Dean

เรียบเรียงโดย: สุริยะ ฉายะเจริญ, ปร.ด. (ทัศนศิลป์และการออกแบบ), ศ.ม. (ทฤษฎีศิลป์), ศ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 2 (จิตรกรรม)

Source: https://edinburghuniversitypress.com/book-practice-led-research-research-led-practice-in-the-creative-arts.html

บทวิจารณ์ Practice, Research and Their Phantom Limb ของ Dominique Hecq และ Robert Banagan (2010) วิจารณ์หนังสือชื่อ “Practice-led Research, Research-led Practice in the Creative Arts” ของ Hazel Smith และ Roger T. Dean 

หลักการสำคัญของ Practice-led Research

1. Practice เป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัย

หัวใจสำคัญของ Practice-led Research (การวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยการปฏิบัติ) คือ การใช้ Practice (การปฏิบัติ) เป็นจุดเริ่มต้นและกลไกหลักของกระบวนการวิจัย โดยการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของการวิจัย แต่เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถาม การทดลอง การค้นพบ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การปฏิบัติจึงเป็นทั้งวิธีการเรียนรู้และวิธีการสร้างความรู้ไปพร้อมกัน

2. การวิจัยและการปฏิบัติมีความสัมพันธ์แบบเกื้อหนุนกัน

Smith และ Dean เสนอว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Research (การวิจัย) และ Practice (การปฏิบัติ) ไม่ใช่กระบวนการแบบเส้นตรง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่มีลักษณะ Multidimensional (หลากหลายมิติ), Reciprocal (ส่งผลซึ่งกันและกัน) และ Iterative (วนซ้ำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง) กล่าวคือ การวิจัยช่วยพัฒนาการสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันการสร้างสรรค์ก็ย้อนกลับมาพัฒนาคำถามวิจัย กรอบแนวคิด และกระบวนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดวงจรของการเรียนรู้และการสร้างองค์ความรู้

3. การวิจัยสร้างสรรค์เป็นกระบวนการวนซ้ำ (Iterative Cyclic Web)

แนวคิดสำคัญ คือ Iterative Cyclic Web (วงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบวนซ้ำ) อธิบายว่า การวิจัยสร้างสรรค์ไม่ได้ดำเนินตามลำดับขั้นตอนที่ตายตัว แต่เป็นกระบวนการที่หมุนเวียนระหว่าง

·        Practice (การปฏิบัติ)

·        Reflection (การสะท้อนคิด)

·        Experiment (การทดลอง)

·        Theory (ทฤษฎี)

·        Practice (การกลับไปสู่การปฏิบัติรูปแบบใหม่

วงจรดังกล่าวทำให้การสร้างสรรค์แต่ละครั้งนำไปสู่คำถามใหม่ การทดลองใหม่ และการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง

4. การสร้างองค์ความรู้เกิดจาก Data Creation

การวิจัยสร้างสรรค์แตกต่างจากการวิจัยแบบดั้งเดิม เพราะไม่ได้มุ่งเน้น Data Collection (การเก็บรวบรวมข้อมูล) หากแต่มุ่งเน้น Data Creation (การสร้างข้อมูลใหม่)

ข้อมูลและองค์ความรู้ไม่ได้มีอยู่ก่อนแล้วรอการค้นพบ แต่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติ การทดลอง และการสร้างสรรค์ ดังนั้น Practice (การปฏิบัติ) จึงทำหน้าที่พร้อมกันในฐานะวิธีวิจัย เครื่องมือวิจัย และแหล่งกำเนิดองค์ความรู้

5. องค์ความรู้เกิดขึ้นผ่าน Emergence (การอุบัติขึ้นขององค์ความรู้)

Emergence (การอุบัติขึ้นขององค์ความรู้) อธิบายว่า ความรู้ใหม่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างกระบวนการวิจัย ผ่านการทดลอง การสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการสะท้อนคิด

ดังนั้น นักวิจัยไม่จำเป็นต้องทราบผลลัพธ์ของงานตั้งแต่เริ่มต้น เพราะองค์ความรู้สามารถเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติและพัฒนาไปพร้อมกับกระบวนการวิจัย

6. Reflection (การสะท้อนคิด) เป็นหัวใจของการวิจัย

Practice (การปฏิบัติ) เพียงอย่างเดียว ยังไม่ถือเป็น Research (การวิจัย)

สิ่งที่ทำให้การปฏิบัติกลายเป็นการวิจัย คือ Reflection (การสะท้อนคิด) ช่วยให้นักวิจัยสามารถอธิบายเหตุผลของการเลือกวิธีการ วิเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ และแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร

Reflection จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงประสบการณ์จากการปฏิบัติเข้ากับการสร้างองค์ความรู้ในระดับวิชาการ

7. การสร้างองค์ความรู้ต้องอาศัยกรอบแนวคิดและการอธิบาย

การวิจัยสร้างสรรค์จำเป็นต้องมี Conceptual Framework (กรอบแนวคิด) และ Theoretical Framework (กรอบทฤษฎี) เพื่ออธิบายว่า การปฏิบัติทางศิลปะสามารถสร้างองค์ความรู้ได้อย่างไร รวมทั้งเชื่อมโยงการวิจัยเข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม การมีกรอบแนวคิดจึงช่วยให้การปฏิบัติสามารถสื่อสารและอธิบายได้ในฐานะงานวิจัย

8. เป้าหมายของ Practice-led Research คือการสร้างองค์ความรู้ใหม่

แม้ว่าจะไม่ได้ให้คำจำกัดความของ "องค์ความรู้ใหม่" อย่างชัดเจน แต่ผู้วิจารณ์สรุปว่า จุดมุ่งหมายร่วมของ Practice-led Research คือ การเคลื่อนย้ายองค์ความรู้จาก "สิ่งที่ยังไม่รู้ (Unknown)" ไปสู่ "สิ่งที่รู้ (Known)" ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ การทดลอง และการสะท้อนคิด ซึ่งเป็นหัวใจของการวิจัยเชิงสร้างสรรค์

สรุปหลักการของ Practice-led Research

จากบทความวิจารณ์นี้ สามารถสรุปได้ว่า Practice-led Research เป็นแนวทางการวิจัยที่ใช้ Practice (การปฏิบัติ) เป็นกลไกหลักในการแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ โดยมองว่าการวิจัยและการสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปพร้อมกันผ่านวงจรของการปฏิบัติ การทดลอง และ Reflection (การสะท้อนคิด) องค์ความรู้ใหม่ไม่ได้ถูกค้นพบจากการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่เดิม แต่เกิดขึ้นจาก Data Creation (การสร้างข้อมูลใหม่) และ Emergence (การอุบัติขึ้นขององค์ความรู้) ระหว่างกระบวนการวิจัย อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์เห็นว่า ความท้าทายสำคัญของ Practice-led Research ยังอยู่ที่การสร้างกรอบอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติขององค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติทางศิลปะ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการยอมรับงานวิจัยสร้างสรรค์ในระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ที่มา: Hecq, D., & Banagan, R. (2010). Practice, research and their phantom limb (Review of the book Practice-led research, research-led practice in the creative arts, by H. Smith & R. T. Dean). TEXT: Journal of Writing and Writing Courses, 14(1).