วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บทวิจารณ์ Practice, Research and Their Phantom Limb ของ Dominique Hecq และ Robert Banagan (2010) วิจารณ์หนังสือชื่อ “Practice-led Research, Research-led Practice in the Creative Arts” ของ Hazel Smith และ Roger T. Dean

เรียบเรียงโดย: สุริยะ ฉายะเจริญ, ปร.ด. (ทัศนศิลป์และการออกแบบ), ศ.ม. (ทฤษฎีศิลป์), ศ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 2 (จิตรกรรม)

Source: https://edinburghuniversitypress.com/book-practice-led-research-research-led-practice-in-the-creative-arts.html

บทวิจารณ์ Practice, Research and Their Phantom Limb ของ Dominique Hecq และ Robert Banagan (2010) วิจารณ์หนังสือชื่อ “Practice-led Research, Research-led Practice in the Creative Arts” ของ Hazel Smith และ Roger T. Dean 

หลักการสำคัญของ Practice-led Research

1. Practice เป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัย

หัวใจสำคัญของ Practice-led Research (การวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยการปฏิบัติ) คือ การใช้ Practice (การปฏิบัติ) เป็นจุดเริ่มต้นและกลไกหลักของกระบวนการวิจัย โดยการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของการวิจัย แต่เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถาม การทดลอง การค้นพบ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ การปฏิบัติจึงเป็นทั้งวิธีการเรียนรู้และวิธีการสร้างความรู้ไปพร้อมกัน

2. การวิจัยและการปฏิบัติมีความสัมพันธ์แบบเกื้อหนุนกัน

Smith และ Dean เสนอว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Research (การวิจัย) และ Practice (การปฏิบัติ) ไม่ใช่กระบวนการแบบเส้นตรง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่มีลักษณะ Multidimensional (หลากหลายมิติ), Reciprocal (ส่งผลซึ่งกันและกัน) และ Iterative (วนซ้ำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง) กล่าวคือ การวิจัยช่วยพัฒนาการสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันการสร้างสรรค์ก็ย้อนกลับมาพัฒนาคำถามวิจัย กรอบแนวคิด และกระบวนการวิจัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดวงจรของการเรียนรู้และการสร้างองค์ความรู้

3. การวิจัยสร้างสรรค์เป็นกระบวนการวนซ้ำ (Iterative Cyclic Web)

แนวคิดสำคัญ คือ Iterative Cyclic Web (วงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบวนซ้ำ) อธิบายว่า การวิจัยสร้างสรรค์ไม่ได้ดำเนินตามลำดับขั้นตอนที่ตายตัว แต่เป็นกระบวนการที่หมุนเวียนระหว่าง

·        Practice (การปฏิบัติ)

·        Reflection (การสะท้อนคิด)

·        Experiment (การทดลอง)

·        Theory (ทฤษฎี)

·        Practice (การกลับไปสู่การปฏิบัติรูปแบบใหม่

วงจรดังกล่าวทำให้การสร้างสรรค์แต่ละครั้งนำไปสู่คำถามใหม่ การทดลองใหม่ และการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง

4. การสร้างองค์ความรู้เกิดจาก Data Creation

การวิจัยสร้างสรรค์แตกต่างจากการวิจัยแบบดั้งเดิม เพราะไม่ได้มุ่งเน้น Data Collection (การเก็บรวบรวมข้อมูล) หากแต่มุ่งเน้น Data Creation (การสร้างข้อมูลใหม่)

ข้อมูลและองค์ความรู้ไม่ได้มีอยู่ก่อนแล้วรอการค้นพบ แต่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติ การทดลอง และการสร้างสรรค์ ดังนั้น Practice (การปฏิบัติ) จึงทำหน้าที่พร้อมกันในฐานะวิธีวิจัย เครื่องมือวิจัย และแหล่งกำเนิดองค์ความรู้

5. องค์ความรู้เกิดขึ้นผ่าน Emergence (การอุบัติขึ้นขององค์ความรู้)

Emergence (การอุบัติขึ้นขององค์ความรู้) อธิบายว่า ความรู้ใหม่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างกระบวนการวิจัย ผ่านการทดลอง การสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการสะท้อนคิด

ดังนั้น นักวิจัยไม่จำเป็นต้องทราบผลลัพธ์ของงานตั้งแต่เริ่มต้น เพราะองค์ความรู้สามารถเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติและพัฒนาไปพร้อมกับกระบวนการวิจัย

6. Reflection (การสะท้อนคิด) เป็นหัวใจของการวิจัย

Practice (การปฏิบัติ) เพียงอย่างเดียว ยังไม่ถือเป็น Research (การวิจัย)

สิ่งที่ทำให้การปฏิบัติกลายเป็นการวิจัย คือ Reflection (การสะท้อนคิด) ช่วยให้นักวิจัยสามารถอธิบายเหตุผลของการเลือกวิธีการ วิเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้ และแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร

Reflection จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงประสบการณ์จากการปฏิบัติเข้ากับการสร้างองค์ความรู้ในระดับวิชาการ

7. การสร้างองค์ความรู้ต้องอาศัยกรอบแนวคิดและการอธิบาย

การวิจัยสร้างสรรค์จำเป็นต้องมี Conceptual Framework (กรอบแนวคิด) และ Theoretical Framework (กรอบทฤษฎี) เพื่ออธิบายว่า การปฏิบัติทางศิลปะสามารถสร้างองค์ความรู้ได้อย่างไร รวมทั้งเชื่อมโยงการวิจัยเข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม การมีกรอบแนวคิดจึงช่วยให้การปฏิบัติสามารถสื่อสารและอธิบายได้ในฐานะงานวิจัย

8. เป้าหมายของ Practice-led Research คือการสร้างองค์ความรู้ใหม่

แม้ว่าจะไม่ได้ให้คำจำกัดความของ "องค์ความรู้ใหม่" อย่างชัดเจน แต่ผู้วิจารณ์สรุปว่า จุดมุ่งหมายร่วมของ Practice-led Research คือ การเคลื่อนย้ายองค์ความรู้จาก "สิ่งที่ยังไม่รู้ (Unknown)" ไปสู่ "สิ่งที่รู้ (Known)" ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ การทดลอง และการสะท้อนคิด ซึ่งเป็นหัวใจของการวิจัยเชิงสร้างสรรค์

สรุปหลักการของ Practice-led Research

จากบทความวิจารณ์นี้ สามารถสรุปได้ว่า Practice-led Research เป็นแนวทางการวิจัยที่ใช้ Practice (การปฏิบัติ) เป็นกลไกหลักในการแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ โดยมองว่าการวิจัยและการสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ดำเนินไปพร้อมกันผ่านวงจรของการปฏิบัติ การทดลอง และ Reflection (การสะท้อนคิด) องค์ความรู้ใหม่ไม่ได้ถูกค้นพบจากการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่เดิม แต่เกิดขึ้นจาก Data Creation (การสร้างข้อมูลใหม่) และ Emergence (การอุบัติขึ้นขององค์ความรู้) ระหว่างกระบวนการวิจัย อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์เห็นว่า ความท้าทายสำคัญของ Practice-led Research ยังอยู่ที่การสร้างกรอบอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมชาติขององค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติทางศิลปะ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการยอมรับงานวิจัยสร้างสรรค์ในระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ที่มา: Hecq, D., & Banagan, R. (2010). Practice, research and their phantom limb (Review of the book Practice-led research, research-led practice in the creative arts, by H. Smith & R. T. Dean). TEXT: Journal of Writing and Writing Courses, 14(1).

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น