วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความสัมพันธ์ของธงชาติกับสถาบันพระมหากษัตริย์

โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม (jumpsuri@hotmail.com)
* บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในวิทยานิพนธ์ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ตามหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิตเรื่อง “ธงชาติไทยในศิลปะร่วมสมัย”
 
                 การประดิษฐ์ธงชาติไทยหรือธงไตรรงค์ถือเป็นผลงานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นมรดกจากยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้ทรงเป็นผู้มีพระราชดำริในการสร้างรูปแบบและสถาปนาความหมายของธงชาติไทยขึ้น โดยมีลักษณะทางกายภาพธงชาติไทยมีลักษณะเป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบ่งเป็น 5 แถบ ประกอบไปด้วย 3 สี คือสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ทว่าธงไตรรงค์ในช่วงแรกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่มีการปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภาพลักษณ์ที่นอกเหนือจากแถบสี ยังปรากฏเป็นรูปช้างเผือกสีขาวอยู่บนวงกลมกลางผืนพร้อมกับมีคาถาภาษาบาลีประทับไว้

                 ธงลักษณะดังกล่าวได้ถูกนำไปสวนสนาม ณ มหานครปารีส ในโอการเฉลิมฉลองที่ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้ชนะในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 วาระดังกล่าวถือว่านานาชาติได้เริ่มรู้จักธงชาติผืนใหม่ที่มาแทนธงช้างเผือนบนพื้นแดงที่เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช

                 แม้ธงชาติไทยรูปแบบใหม่หรือธงไตรรงค์เกิดขึ้นเพราะเป็นการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ของชาติอันเป็นกุศโลบายที่สำคัญอย่างหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะการที่พระองค์นำแนวคิดเรื่องประชาชนในชาติ ศาสนาประจำชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์บรรจุความหมายไว้ในธงชาตินั้น ถือเป็นการสร้างสัญลักษณ์ที่ไม่เพียงจะแสดงออกถึงพระองค์เองเท่านั้น หากแต่ยังรวมบริบทอื่น ๆ ให้มีความหมายพิเศษจนถือสถาบันหลักด้วย ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นการสร้างสำนึกความรักชาติที่โดดเด่นในสมัยของพระองค์ นั้นคือความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักทั้งสาม คือความเป็นชาติไทย พระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ และความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า พระองค์ต้องการการแสดงความจงรักภักดีของประชาชนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ด้วยการนำมายาคติของความเป็นชาติ และความเชื่อความศรัทธาทางศาสนามาเป็นตัวเชื่อมไปสู่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงนั้นคือ ความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์นั่นเอง

 
ธงไตรรงค์ผืนแรก
ที่มา : Chaopraya news, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่6) [ออนไลน์],  เข้าถึงเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2554. เข้าถึงได้จาก  http://www.chaoprayanews.com/ wp-content/uploads/2009/03/432-20060530175223.jpg

                 ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ นักวิจารณ์การเมือง และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา อดีตเลขาธิการ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ทัศนะในหนังสือ “ชาตินิยมและหลังชาตินิยม” เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์และความเป็นชาติเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

        ...ร. 6 (ภาพที่ 18) เป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่ใช้อุดมการณ์ชาตินิยมสร้างความเป็นชาติอย่างจริงจัง ชาติของพระองค์เป็นแบบ aristocratic ในแนววัฒนธรรมสูงแบบวิกตอเรีย...สถาบันพระมหากษัตริย์แต่เพียงอย่างเดียวที่จะมีฐานะเป็นศูนย์กลางของชาติได้...[1]

 
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่มา : นุสมล สุขเสริม, สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์, 2529), 31.

                 สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า ส. ศิวรักษ์ เป็นนักคิด นักเขียนชั้นแนวหน้าของประเทศไทยได้รับฉายานามว่า ปัญญาชนสยามได้ให้ทัศนะวิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์และความเป็นชาติเอาไว้ว่า

        ...ระบบราชาธิปไตยได้ขึ้นถึงจุดสุดยอด อันเป็นต้นตอของความเสื่อมสลายในรัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงนำเอาคติเรื่อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาใช้เป็นอุดมการณ์ของบ้านเมือง โดยทรงยืมมาจากคติในเรื่อง God King and Country ของอังกฤษ ดังธงไตรรงค์ ซึ่งโปรดให้นำมาใช้แทนธงช้าง ก็เป็นสัญลักษณ์ของสถาบันทั้งสาม ซึ่งสรุปรวมอยู่ที่องค์พระราชาธิบดี...[2]

                 ซึ่งจะเห็นว่าแนวคิดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์กับเรื่องความเป็นชาติ ได้กลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันอย่างมาก จนความเกี่ยวพันดังกล่าวก็ได้บรรจุลงในภาพลักษณ์ของธงชาติไทย

 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่มา : สถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, จดหมายเหตุพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (
กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2545), 15.

                 ในสมัยการปกครองของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีแนวทางที่เสื่อมลง แต่พระองค์ก็ทรงพยายามรักษาราชประเพณีและธำรงไว้ซึ่งพระราชสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่บริบูรณ์ เช่น การดำริสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าและพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการธำรงไว้ซึ่งรูปแบบธงชาติไทยแบบไตรรงค์ที่ถือเป็นพระราชมรดกในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้นอาจจะ  กล่าวได้ว่า พระองค์ทรงพยายามรักษาคติชาตินิยมในแบบรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มากกว่าชาตินิยมในรูปแบบรัฐสมัยใหม่

คณะราษฎรฝ่ายทหารบก
ที่มา : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ปฏิวัติ 2475 
(กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547), 25.

                 แม้ห้วงสมัยตั้งแต่การปฏิวัติสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร (ภาพที่ 20) จวบจนถึงก่อนการทำรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2500[3] นั้น แนวคิดชาตินิยมในสังคมไทยได้ลดบทบาทความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องด้วยปัจจัยอันหลากหลาย อาทิ การขึ้นครองราชย์สมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และต่อเนื่องถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ยังทรงพระเยาว์ การเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก การเข้าร่วมในมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 และการฝักใฝ่การปกครองแบบลัทธิเผด็จการทหาร (Military dictatorship) ตามแบบอย่างลัทธิฟาสซิสต์ (Fascism) และลัทธินาซี (Nazism) ของจอมพล ป. พิบูลยสงคราม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
ที่มา : กระทรวงกลาโหม,  ฉลองราชย์สดุดี 60 ปี จอมทัพไทย
(กรุงเทพฯ : สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, 2549), 19. 
(จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พ
ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  5 ธันวาคม 2549).

                 แต่พอก้าวสู่หลังรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 รัฐบาลภายใต้อำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้มอบพระราชอำนาจหลายอย่างและให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะแบบไทยที่ต่างจากระบอบประชาธิปไตยอย่างในโลกสากล นั้นคือการคืนบทบาทของพระมหากษัตริย์ให้กลับเข้ามาสู่บริบทในสังคม โดยถือเป็นประมุขแห่งประเทศชาติภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์เองก็ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน ดังที่ สุมาลี พันธุ์ยุรา ได้เรียบเรียงเอาไว้ว่า
 
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ที่มา :  คณะรัฐมนตรี,  ประวัติและผลงานของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์
(พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2507), ไม่ปรากฏเลขหน้า. 
(พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 17 มีนาคม 2507).

        ...รัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้สนับสนุนให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมามีความมั่นคงอีกครั้ง เพื่อสร้างความถูกต้องชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลให้กับกลุ่มการเมืองของตนเองที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งการสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือรัฐบาลในแง่ของการช่วยส่งเสริมหรือสนับสนุนนโยบายหรือโครงการต่าง ๆ ของระบบพ่อขุน ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมให้พระมหากษัตริย์มีโอกาสแสดงพระราชดำรัสต่อประชาชนซึ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลโดยตรง เนื่องจากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ประชาชนได้พาดพิงและเอื้ออำนวยต่อนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ในพ.ศ.2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ในการที่ช่วยส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของชาติ และทรงขอให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ตั้งไว้...

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานธงชัยเฉลิมพลแก่ทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ
ที่มา : กระทรวงกลาโหม,  ฉลองราชย์สดุดี 60 ปี จอมทัพไทย
 (กรุงเทพฯ : สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, 2549), 19.  (จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  5 ธันวาคม 2549).

        ...เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบารมีมากขึ้น รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์น้อยลง ตัวอย่างเช่น จอมพลสฤษดิ์สนับสนุนให้พระมหากษัตริย์และพระราชินีเสด็จประพาสประเทศต่าง ๆ ซึ่งทรงกระทำในนามของประชาชนชาวไทย ส่งผลให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของชาติอย่างชัดแจ้ง และส่งผลไปถึงภาพลักษณ์ของจอมพลสฤษดิ์ให้ดูดีขึ้นในสายตาของชาวต่างชาติ การเสด็จประพาสต่างประเทศอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงกระทำในนามของประชาชนชาวไทย รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ตระหนักว่าการปรากฏพระองค์ต่อชาวต่างชาตินั้น จะทำให้ต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยว่าเป็นเผด็จการน้อยลง ด้วยการหันเหความสนใจให้ไปสู่พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แทน ประชาชนก็จะได้ลดการวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลไปได้นอกจากนี้ การจัดพระราชพิธีและพิธีการสังคมต่าง ๆ ขึ้นมายังจะช่วยให้ชื่อเสียงของรัฐบาลมีเพิ่มขึ้นในต่างประเทศและช่วยสมานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างบุคคลในกลุ่มของรัฐบาลและประชาชนให้เกิดขึ้น เช่น การรื้อฟื้นพระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีทอดพระกฐินทางชลมารค พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค...[4]
 
                 การคืนบทบาทและสถานะทางสังคมให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยรัฐบาลภายใต้การปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้ต่อมาเกิดแนวคิดสำนึกเรื่องชาตินิยมไทยที่เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และเมื่อนำแนวทางการใช้ธงชาติไทยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น จะเห็นถึงการสร้างสัญญะเพื่อแสดงความเชื่อมโยงกันระหว่างความเป็นชาติไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

                 สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือ การประดับธงชาติในวาระแห่งการรับเสด็จพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ก็มักเป็นธงชาติขนาดเล็กที่มีคำว่า “ทรงพระเจริญ” สีขาวปรากฏอยู่บนแถบสีน้ำเงินบนธงชาติไทย ซึ่งสิ่งนี้เองถือเป็นสิ่งสำคัญในการเชื่อมโยงให้สถาบันพระมหากษัตริย์กับความหมายของธงชาติมีความแนบสนิทกันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่าพระมหากษัตริย์ถือเป็นสถาบันหลักของชาติ ทั้งนี้เนื่องด้วยการสร้างตัวอักษรลงไปบนผืนธงชาติถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับข้อความ “ทรงพระเจริญ” กลับมิได้นำข้อห้ามนี้มาพิจารณา ซึ่งทำให้ธงชาติที่ปรากฏคำว่า “ทรงพระเจริญ” กลายเป็นธงชาติที่มีความหมายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง ทำให้ธงชาติลักษณะดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่มีสัญญะอันเกี่ยวกับแนวคิดพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของชาติ

                 ในประเด็นคำว่า “ทรงพระเจริญ” บนผืนธงชาติไทยนี้ นายพฤฒิพล ประชุมผล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย (ธงไตรรงค์) ได้อธิบายบนเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย (ธงไตรรงค์) เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

        ...ดังนั้นการเขียนคำว่า "ทรงพระเจริญ" ลงบนแถบสีธงชาติไทย ... ถ้าจะถามว่าผิดหรือไม่ คำตอบก็คือผิดตาม พ.ร.บ. ธง 2522 มาตรา 53 ข้อ 1 ที่ห้ามขีดเขียนหรือทำเครื่องหมายใด ๆ ลงบนธงหรือแถบสีธงชาติไทย ... แต่ถ้าพิจารณาจากคำที่เขียนลงไปบนแถบสีธงชาติ ... ก็สามารถพิสูจน์ได้อย่างกระจ่างแจ้งและมีความหมายชัดเจนในตัวเองว่าเป็นคำที่มีความหมายถึงความปรารถนาดี ประสงค์ดี ต้องการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือในหลวงของคนไทยทรงพระเจริญ เป็นมิ่งขวัญชาวไทยยิ่งยืนนาน ...

ธงชาติขนาดเล็กที่มีคำว่า “ทรงพระเจริญ
ที่มา : อาจารย์ปูดอทคอม, รวมพลังปฏิบัติการ ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง สุราษฎร์ธานี
24 พฤศจิกายน 2552  [ออนไลน์],  เข้าถึงเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2554. เข้าถึงได้จาก  http://www.arjarnpoo.com/forum/index.php?showtopic=1524

                 ซึ่งก็คือการสืบสถาพรและดำรงคงไว้ด้วยความเจริญของสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งในสามสถาบันตามความหมายที่อยู่บนแถบสีธงไตรรงค์ ธงชาติไทย

 
        ... สำหรับผมแล้ว จึงคำมงคลที่เขียนลงบนแถบสีธงชาติไทยเหล่านี้ มิได้บ่งบอกถึงความเสื่อมเสียที่มีต่อสถาบันสูงสุดของประเทศ หรือแม้แต่ทำให้เกิดการเสื่อมเสียต่อธงชาติไทยอย่างใด ... (ผมไม่ได้อธิบายว่าไม่ผิด คือผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. ธง 2522 หรือพูดง่าย ๆ ก็คือผิดตามหลักนิติศาสตร์ แต่ผมอธิบายว่า "ไม่เสื่อมเสียต่อความหมายบนธงชาติไทย" ตามบรรทัดฐานความคิดของคนในสังคมส่วนรวมตามหลักรัฐศาสตร์)

        เช่นเดียวกับการที่มีคนเขียนคำว่า "รักประเทศไทย" ลงบนผืนธงชาติไทยหรือแถบสีธงชาติไทย ... แน่นอนว่าย่อมหมายถึงความรักที่คน ๆ นั้นมีต่อสถาบันชาติหรือตามความหมายของแถบสีแดงบนธงชาติไทย ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เป็นมงคล เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญและยกย่อง ตามบรรทัดฐานความคิดที่ดีของคนในสังคม ซึ่งเป็นไปตามหลักรัฐศาสตร์ แต่ก็ไปติดเงื่อนไขของหลักนิติศาสตร์ว่าด้วยข้อห้ามขีดเขียนใด ๆ ลงบนธงชาติ ตามระเบียบ พ.ร.บ. ธง ปีพ.ศ. 2522 นั่นเอง[5]

การประดับธงชาติร่วมกับตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์
และธงพระราชอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ที่มา : ดนัย  จันทร์เจ้าฉาย,  เรารักในหลวง (กรุงเทพฯ : ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, 2550), ไม่ปรากฏเลขหน้า.

                 สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ยืนยันถึงแนวคิดพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของชาติผ่านการใช้ธงชาติไทย คือ การประดับธงชาติคู่หรือร่วมกับธงพระราชอิสริยยศหรือตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์จะต้องไม่ให้ธงชาติอยู่ในระดับต่ำกว่า และต้องมีการจัดวางที่เสมอกัน ดังนั้นจึงปรากฏการติดตั้งธงชาติคู่กับธงพระราชอิสริยยศของสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ ในวาระต่าง ๆ เช่น วาระแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หรือ งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เป็นต้น สิ่งดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีอิทธิพลกับแนวคิดชาตินิยมไทยเป็นอย่างมาก
 
ประชาชนร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ที่มา : กระทรวงกลาโหม,  ฉลองราชย์สดุดี 60 ปี จอมทัพไทย (กรุงเทพฯ : สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, 2549), 114.  (จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  5 ธันวาคม 2549).

                 โดยสรุปแล้วธงชาติไทยได้ถูกนำไปใช้ในบริบทหนึ่งที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สังเกตได้จากแถบสีน้ำเงินกลางธงซึ่งมีความหมายถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศ[6] ซึ่งสิ่งดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความหมายของธงชาติที่มีนัยยะไปถึงแนวคิดราชาชาตินิยมสมัยใหม่ของชาติไทย


                 [1]  ธีรยุทธ  บุญมี, ชาตินิยมและหลังชาตินิยม, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: สายธาร, 2546), 104.
                 [2] สุลักษณ์  ศิวรักษ์,  อันสืบเนื่องมาจาก 14 ตุลาคม 2516 ทัศนะส่วนตัวของ ส.     ศิวรักษ์,ใน  3 ทศวรรษ 14 ตุลา กับประชาธิปไตย, ใน 3 ทศวรรษ 14 ตุลา กับประชาธิปไตย (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2547), 312.
                 [3]  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,  รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2500  [ออนไลน์],  เข้าถึงเมื่อ  21 พฤศจิกายน 2554.  เข้าถึงได้จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0% B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2500
                 [4] สุมาลี พันธุ์ยุรา, ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์ [ออนไลน์],  เข้าถึงเมื่อ 21 พฤศจิกายน 2554. เข้าถึงได้จาก  http://www.kpi.ac.th/wiki/index.php/
                 [5] พฤฒิพล ประชุมผล,  การเขียนคำว่า "ทรงพระเจริญ" บนธงชาติไทย มีความผิดหรือไม่?  [ออนไลน์],  เข้าถึงเมื่อ 3 ตุลาคม 2554. เข้าถึงได้จาก  http://www.t-h-a-i-l-a-n-d.org/thaiflag/newsite/detail.php?id=150
                 [6] ฉวีงาม  มาเจริญ,  ธงชาติไทย : เกียรติยศของชาติ,  วารสารไทย 28, 104 (ตุลาคม-ธันวาคม 2550) : 90.

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ธงชาติไทยในงานจิตรกรรมของประเทือง เอมเจริญ

โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม (jumpsuri@hotmail.com)
* บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งในวิทยานิพนธ์ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ตามหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิตเรื่อง “ธงชาติไทยในศิลปะร่วมสมัย”

                 ประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีผลงานศิลปะในยุคแรก ๆ อยู่ในกลุ่ม ศิลปะเพื่อชีวิต ซึ่งหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เขาได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวชื่อ “บ้ารักชาติ” ขนาด 154 x 137 เซนติเมตรสร้างขึ้นปลายปีพ.ศ. 2519
 

“บ้ารักชาติ” สีน้ำมัน ขนาด 154 x 137 ซม. (2519)
ที่มา  :   ประเทือง เอมเจริญ, จิตวิญญาณศิลปะ : คัดสรรผลงานจิตรกรรมระหว่างปี พ.ศ. 2506-2548
(กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2548), 47.
                 ผลงานชิ้นนี้ของประเทืองปรากฏแถบสีธงชาติไทยในส่วนพื้นหลังของภาพ เป็นเสมือนริ้วแสงส่องมาเป็นสีธงชาติไทย ซึ่งตีความได้ไม่ย่ากว่าศิลปินต้องการสื่อถึงธงชาติไทยอันโยงไปถึงชาติไทย เมื่อรวมกับสัญลักษณ์หัวกะโหลก มือ มีด ลูกระเบิด และรูปร่างของตัวประหลาดทำให้สวามารถตีความถึงสภาพความเลวร้าย ความอัปยศ กลิ่นอายของความสูญเสีย และความตายที่ปรากฏขึ้นภายใต้บริบทของชาตินิยมในสังคมไทย
 
“รัฐธรรมนูญ” สีน้ำมัน ขนาด 80 x 70 ซม. (2541)
ที่มา  :   ประเทือง เอมเจริญ, จิตวิญญาณศิลปะ : คัดสรรผลงานจิตรกรรมระหว่างปี พ.ศ. 2506-2548
(กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2548), 178.
                 ในปี พ.ศ. 2541 ประเทืองได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสีผ้าใบชิ้นหนึ่งที่ปรากฏธงชาติไทยเป็นส่วนประกอบหนึ่งในภาพ ผลงานมีชื่อว่า “รัฐธรรมนูญ” ขนาด 80 x 70 เซนติเมตร ภาพริ้วธงชาติไทยพาดผ่านบนพานรัฐธรรมนูญอันเป็นองค์ประกอบหลักของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สำคัญในสังคมไทย และในครึ่งล่างของภาพที่เป็นส่วนพื้นหลังก็ยังปรากฏรูปลักษณ์ธงชาติไทยที่ขมุกขมัว มีรูทะลุพรุนทั่วไปทั้งผืน ผลงานชิ้นนี้ศิลปินสะท้อนถึงการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ. 2540 ที่ต้องผ่านความยากลำบากในการต่อสู้ เรียกร้องและสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ในประเทศไทยมากมายกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว
                 ธงชาติไทยที่ขมุกขมัวและเป็นรูพรุนขาดวิ่นในภาพทั้งสองตำแหน่ง ไม่เพียงสื่อถึงความเป็นชาติไทยเท่านั้น หากแต่ด้านหนึ่งยังหมายถึงชีวิตของวีรชนในเหตุการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองอันนับครั้งไม่ถ้วนที่ยอมพลีเพื่อแลกกับความเป็นธรรมและความเป็นชาติที่มีอธิปไตยเป็นของคนทั้งชาติอย่างแท้จริง
             ผลงานจิตรกรรม บ้ารักชาติและ รัฐธรรมนูญ ของ ประเทือง เอมเจริญ ได้เน้นการสื่อความหมายด้วยการใช้สัญลักษณ์ของสิ่งที่ชินตาไม่ว่าจะเป็นหัวกะโหลก ร่างกายมนุษย์ พานรัฐธรรมนูญอันเป็นส่วนประกอบของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และธงชาติไทย มาประกอบเข้ากัน ซึ่งการจัดองค์ประกอบในภาพนั้น เน้นกลุ่มของรูปทรงกลางภาพเป็นส่วนสำคัญ การจัดวางส่วนต่าง ๆ มีเจตจำนงถึงความสมบูรณ์ในการจัดวางทัศนธาตุส่วนต่าง ๆ อย่างเห็นได้ชัด
             ประเทือง เอมเจริญใช้สัญลักษณ์ธงชาติไทยเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่ช่วยสนับสนุนเนื้อหาผลงานให้มีความเชื่อมโยงกับบริบทบทชาตินิยมไทย โดยเฉพาะผลงานจิตรกรรมบ้ารักชาติ ที่มีทั้งรูปแบบการนำเสนอและเนื้อหาที่สะท้อนถึงผลเสียอันเกิดจากชาตินิยมที่รุนแรงจนนำไปสู่การสูญเสีย ซึ่งในกรณีนี้ศิลปินหมายถึงเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาและผู้ชุมนุมเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ธงชาติจึงนำไปสู่ความหมายประสมระหว่างชาตินิยมและความเคลื่อนไหวทางการเมือง
                      ในขณะที่ รัฐธรรมนูญ เป็นผลงานที่ศิลปินจงใจนำเสนอเพื่อสะท้อนความเคลื่อน ไหวทางการเมืองภาคประชาชนเป็นสำคัญ ในกรณีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นผลอันเนื่องมาจากกรณีเหตุการณ์จลาจลในเดือนพฤษภาคม 2535 อีกด้วย ดังนั้นธงชาติที่ปรากฏจึงเป็นการแสดงสัญญะของชาติไทยโดยตรงอันเชื่อมโยงกับบทบาททางการเมืองของธงชาติไทยเองด้วยเช่นกัน

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

นิทรรศการ Pet Export Project


ศิลปิน             เพียงขวัญ คำหรุ่น (ขมิ้น) p.kamijn@gmail.com
ภัณฑารักษ์       สุริยะ ฉายะเจริญ jumpsuri@hotmail.com
จัดแสดง           ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 2 ร้าน Brown Sugar : The Jazz Boutique ถนนพระสุเมรุ ใกล้สะพานวันชาติ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
เปิดเข้าชม      ทุกวันตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 4 เมษายน 2557 เวลา 13.00 – 23.00 น.
วันเปิด            วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม 2557 เวลา 19.00 น.
(จัดเลี้ยงแบบเป็นกันเองและรับของที่ระลึกจำนวนจำกัด)
โทรศัพท์        090-986-9937, 090-986-4421
 
 
 “ผลงานจิตรกรรมในนิทรรศการ Pet Export Project ของ เพียงขวัญ คำหรุ่น ศิลปินและนักวาดภาพประกอบอิสระนาม “ขมิ้น” เกิดขึ้นจากการที่ศิลปินตั้งโครงการวาดรูป “สัตว์เลี้ยง” ให้กับกลุ่มผู้ที่รักสัตว์ทั่วโลก ซึ่งใช้เทคนิควาดเส้นและจิตรกรรมสีน้ำ โดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network: Facebook และ Instagram) เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร  
            กลุ่มผู้ที่รักสัตว์จะส่งภาพของ “สัตว์เลี้ยง” ของตนผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ จากนั้นศิลปินทำการวาดภาพขึ้นจากรูปถ่ายต้นแบบของสัตว์เลี้ยงสู่การสร้างสรรค์ภาพวาดตามรูปแบบส่วนตัว หลังจากที่เสร็จแล้วก็ถ่ายรูปและโพสต์พร้อมกับแชร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเมื่อผู้รับได้รับรูปถ่ายภาพที่วาดก็มีความชื่นชอบเป็นอย่างมาก โดยชื่นชมและแสดงความขอบคุณผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และมีหลายกรณีที่ขอไฟล์ภาพขนาดใหญ่เพื่อนำไปพิมพ์แบบดิจิทัล (Digital Print) พร้อมนำไปใส่กรอบ จากนั้นนำภาพพิมพ์แบบดิจิทัลนั้น มาถ่ายภาพคู่กับสัตว์เลี้ยงตัวจริง และก็โพสต์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ก็ยิ่งเป็นการบอกต่อหรือแชร์โครงการดังกล่าวนี้ให้กับผู้คนมากมายบนโลกเสมือนจริงเพิ่มขึ้นไปอีก
            ผลงานชุดนี้ต้องการสื่อถึงทัศนคติของกลุ่มคนที่รักสัตว์เลี้ยงที่มีมากมายทั่วโลก สัตว์เลี้ยงไม่เพียงจงรักภักดีต่อเจ้าของเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเพื่อนที่แสนดีสำหรับเจ้าของอีกด้วย ซึ่งนิทรรศการครั้งนี้ต้องการนำเสนอแง่มุมด้านบวกของสัตว์ผ่านผลงานจิตรกรรมที่มีภาพลักษณ์ที่น่ารักและชวนให้ดูผ่อนคลาย เพื่อเน้นย้ำถึงมุมมองของศิลปินที่มีต่อสัตว์เลี้ยงในแง่มุมของความน่ารัก ผ่านสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานเฉลิมฉลอง อันมีนัยยะงานเลี้ยงฉลองหรืองานปาร์ตี้ของเหล่าสัตว์เลี้ยง
            นิทรรศการ Pet Export Project นอกจากจะเป็นโครงการเล็กๆ ที่มีความเคลื่อนไหวหลักบนโลกคู่ขนานเสมือนจริง (Social network: Facebook และ Instagram) แต่ในโลกของความเป็นจริงผลงานจิตรกรรม Pet Export Project ก็ยังคงมีคุณภาพทางด้านรูปแบบ เทคนิควิธีการ และแนวความคิด ซึ่งศิลปินต้องการนำพาให้ผู้ดูได้ผ่อนคลายกับภาพผลงานจิตรกรรมที่ดูแผ่วเบา น่ารัก อ่อนโยน และเพลิดเพลิน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมประสบการณ์ทางสุนทรียะของผู้ชมให้เกิดความคิดและมุมมองด้านบวกของชีวิตให้มากขึ้น”
สุริยะ ฉายะเจริญ (ภัณฑารักษ์)

ประวัติ

เพียงขวัญ คำหรุ่น (ศิลปิน)
สำเร็จการศึกษาศิลปบัณฑิต (ภาพพิมพ์) เกียรตินิยมอันดับ 2 คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ร่วมแสดงนิทรรศการศิลปะหลายครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายครั้ง เช่น “The 2nd Tokyo International Screen Print Biennaleและ “The 3rd Tokyo International Screen Print Biennale” ประเทศญี่ปุ่น, Performance Art “ACT ART” BKK Art House แกลเลอรี่ BACC, นิทรรศการวันที่มีสติ และนิทรรศการศิลปะ “METROPOLITAN” Brown Sugar: The Jazz Boutique กรุงเทพฯ เป็นต้น
เคยได้รับรางวัลดีเด่นในนิทรรศการศิลปกรรม นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิตครั้งที่ 23 และ ครั้งที่ 24 รางวัลสนับสนุนนิทรรศการศิลปกรรมศิลปินรุ่นเยาว์ ครั้งที่ 28 และ ครั้งที่ 29 ร่วมแสดงนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 59 และได้รับคัดเลือกโครงการเยาวชน “Young Thai Artist Talent” เดินทางไปทัศนศึกษา ปฏิบัติงาน และแสดงนิทรรศการศิลปะ ณ นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบันเป็นศิลปินอิสระและนักวาดภาพประกอบ มีผลงานตีพิมพ์ที่โดดเด่น คือ เขียนภาพประกอบในหนังสือ SEVEN SENSES’S STORY จ้ำอ้าวสำนักพิมพ์, เขียนภาพประกอบหนังสือ “มหัศจรรย์อาเซียน” สำนักพิมพ์สายรุ้ง เครือสุขภาพใจ, ภาพประกอบ ใน PIE MAGAZINE นิตยสารออนไลน์ ฉบับ ISSUE 4, ภาพประกอบในนิตยสารออนไลน์ View Plus Magazine Volume 9, ภาพประกอบในนิตยสาร NYLON  คอลัมน์ counter culture ฉบับที่ 6 ประจำเดือนสิงหาคม  2556 และนักวาดภาพประกอบประจำในนิตยสารแฮปปี้พลัส (happy+) คอลัมน์ well being

สุริยะ ฉายะเจริญ (ภัณฑารักษ์) 
สำเร็จการศึกษาศิลปบัณฑิต (จิตรกรรม) เกียรตินิยมอันดับ 2 และศิลปมหาบัณฑิต (ทฤษฎีศิลป์) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ร่วมแสดงนิทรรศการศิลปะทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายครั้ง มีบทความวิจารณ์ศิลปะและได้รับการตีพิมพ์ เช่น เพศ: ใครเป็นผู้มอบให้ลงสูจิบัตรโครงการศิลปกรรม Brand New 2009, ธงชาติไทยในศิลปะร่วมสมัยวารสารนิเทศสยามปริทัศน์ ประจำปี 2555, ข้ามกรอบของความเป็นเรานิตยสาร Fine Art ปีที่ 10 ฉบับที่ 98, “Symbol of Thai Flag in Contemporary Art” ใน Proceeding 4rd Fine Arts International Conference 2012, การถอดความหมายอันเนื่องมาจากนิทรรศการ BIG – BACK”” สูจิบัตรนิทรรศการศิลปะ BIG – BACK เป็นต้น  
ประสบการณ์การจัดการศิลปะ เคยเป็นภัณฑารักษ์ร่วมกลุ่ม Theory 11 ใน “LOWWRONG: (UN) COVER” โดย จิตต์สิงห์ สมบุญ และทวีศักดิ์ ศรีทองดี ณ Creative House BANGKOK inspired by TOYOTA, ภัณฑารักษ์ในนิทรรศการศิลปะ คิดถึงอาจารย์ศิลป์ ณ พระนครบาร์ แอนด์ แกลเลอรี่, จัดการนิทรรศการภาพถ่าย "ภาพสะท้อนความทรงจำ" ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค, ฝ่ายกราฟิกและจัดการทั่วไป นิทรรศการ ภาพถ่ายประเพณียี่เป็ง 2555ณ พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เชียงใหม่, จัดนิทรรศการ วันที่มีสติณ พระนครบาร์ แอนด์ แกลเลอรี่, จัดนิทรรศการศิลปะ รูปภาพในบ้านหลังที่หนึ่งณ หลังแรกบาร์ พระนคร
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และเขียนวิจารณ์ประจำลงใน Blog: Suriya Critic http://jumpsuri.blogspot.com/