วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จาก "ธง-พฤษภา 2535" ถึง "พิราบขาว": กัญญา เจริญศุภกุล

    โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ(jumpsuri@hotmail.com
    อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม      
 ผลงานศิลปะที่มีความเกี่ยวโยงกับสภาพความเป็นไปทางสังคมนั้นส่วนใหญ่มักถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากศิลปินชายที่มีความสนใจในประเด็นดังกล่าวอย่างจริงจัง ซึ่งผลงานที่ออกมามักมีแสดงออกทางทัศนธาตุที่รุนแรงเกิดความรู้สึกสะเทือนใจอย่างเด่นชัด ด้านหนึ่งอาจจะเป็นการนำเสนออย่างตรงไปตรงมาของศิลปินมีต่อเหตุการณ์ในสังคมนั้นๆ ด้านหนึ่งศิลปินต้องการสื่อสารความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างตรงๆ แต่ถึงที่สุดแล้วผลงานผลงานศิลปะที่สื่อสะท้อนความเป็นไปในสังคม โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ย่อมแสดงออกถึงบทบาทที่สำคัญของศิลปะที่มีต่อสังคมโดยรวม ดังนั้นศิลปินเองก็มีความจำเป็นที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมผ่านผลงานศิลปะเช่นเดียวกัน

กัญญา เจริญศุภกุลเป็นศิลปินหญิงที่อยู่ในวงการศิลปะร่วมสมัยไทยมาหลายสิบปี กัญญาสร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ จิตรกรรม และสื่ออื่นๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย แต่ผลงานที่มักถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นคือผลงานชุด "ธง" ซึ่งแก่นของแนวทางการสร้างสรรค์นั้นศิลปินได้รับแรงสะเทือนใจจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และนำความรู้สึกจากประสบการณ์ในขณะนั้นมาสร้างเป็นผลงานจิตรกรรม โดยการใช้มือละเลงสีอย่างฉับพลันลงบนผืนผ้าใบทำให้เกิดร่องรอยและพื้นผิวที่หยาบ เต็มไปด้วยพลังฝีแปรงที่สร้างขึ้นจากมือของเธอเอง ทำให้เมื่อได้ชมผลงานจึงเกิดความรู้สึกที่ตรง ชัดเจนและทรงพลังอย่างเห็นได้ชัด

กัญญาได้นำแถบสีแดง ขาว และน้ำเงิน อันเป็นสัญลักษณ์ของธงชาติไทยมาเป็นกุญแจที่นำไปสู่การเปิดเผยความหมายผลงานของตัวเอง การตั้งชื่อผลงานที่สอดคล้องกับธงชาติไทยและเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 ก็เป็นรหัสที่นำไปสู่ความเข้าใจในเนื้อหาอันเข้มข้นของผลงานได้ง่ายขึ้น

ผลงานแต่ละชิ้นมิได้ถูกถ่ายทอดด้วยความรู้สึกที่ฉาบฉวย หากแต่ศิลปินต้องการสื่อสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อความเก็บกด ความเจ็บช้ำ ความรุนแรง และการสูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมืองดังกล่าวผ่านรูปร่างของธงชาติผิดปกติ บิดเบี้ยว เปรอะเปื้อน และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ผลงานชุด “ธง” ของกัญญา เป็นผลงานที่มีแนวทางการสร้างสรรค์ที่เน้นการแสดงออกประจักษ์เชิงอารมณ์สะเทือนใจที่รุนแรง หรือ แบบเอ็กเพรสชั่นนิสม์ (Expressionism) หรือมีจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์แบบเอ็กซ์เพรสสิวิสม์ (Expressivism) ซึ่งสามารถที่จะแบ่งรูปแบบผลงานของศิลปินได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน คือ

รูปแบบที่ 1 เป็นผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิคระบายเป็นแถบสีธงชาติไทย สีแดง  สีขาว สีน้ำเงิน ประกอบไปด้วยผลงานชื่อ  ธง-ซากปรักหักพัง -พฤษภาคม 2535”, “ธง-ความหวัง”, “ธง- พฤษภาคม 2535”, “ธง-พฤษภาคม 2535 No.1”, “ธง-พฤษภาคม 2535 No.2”, “ธง-พฤษภาคม 2535 No.3และ ธง-พฤษภาคม 2535  No.4 ผลงานรูปแบบนี้ศิลปินได้ระบายเป็นริ้วธงชาติไทยอย่างหยาบ ๆ เต็มไปด้วยรอยฝีแปรง (Bush Stroke) ซึ่งใช้ฝ่ามือในการระบายด้วยความฉับพลัน ผลที่เกิดขึ้นทำให้ดูมีความเคลื่อนไหว สั่นสะเทือน ให้ความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน สีธงชาติที่ปรากฏมิเพียงเป็นรูปลักษณ์ของธงชาติเท่านั้นหากแต่ยังบรรจุไว้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินผ่านทัศนธาตุ (Visual Element) ของพื้นผิวที่หยาบ (Texture) และเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่รุนแรง (Movement)

ภาพที่ 1 กัญญา เจริญศุภกุล “ธง- พฤษภาคม 2535” สีอะคริลิค, 90 x 115 ซม. (2535)

ภาพที่ 2 กัญญา เจริญศุภกุล  “ธง-พฤษภาคม 2535  No. 1  สีอะคริลิค, ขนาด 90 x 170 ซม. (2535)

 
ภาพที่ 3 กัญญา เจริญศุภกุล “ธง-พฤษภาคม 2535  No. 2  สีอะคริลิค, ขนาด 90 x 160 ซม. (2535)

ภาพที่ 4 กัญญา เจริญศุภกุล “ธง-พฤษภาคม 2535  No. 3 ” สีอะคริลิค, ขนาด 90 x 170 ซม. (2535)

 
ภาพที่ 5 กัญญา เจริญศุภกุล “ธง-พฤษภาคม 2535  No. 4” สีอะคริลิค, ขนาด 90 x 225 ซม. (2535)

ภาพที่ 6 กัญญา เจริญศุภกุล “ธง-ความหวัง” สีอะคริลิค, ขนาด 90 x 225 ซม. (2535)

รูปแบบที่ 2 เป็นผลงานเทคนิคโมโนพริ้น (Mono Print) หรือภาพพิมพ์ครั้งเดียวบนกระดาษสาประกอบไปด้วยผลงานชื่อ “ธง - 17-20 พฤษภา 2535” และ“ธง- สาบสูญ พฤษภา 2535” ศิลปินไม่ได้จงใจสร้างภาพของธงชาติไทยที่เหมือนกับรูปแบบแรก แต่ใช้ตัวอักษร (Front) และตัวเลขที่มีความหมายถึงเหตุการณ์ที่ต้องการเชื่อมโยง โดยเขียนด้วยความฉับพลันทันทีจากจิตใต้สำนึกทิ้งร่องรอยอย่างหยาบ ๆ ในผลงาน “ธง- สาบสูญ พฤษภา 2535” ศิลปินจงใจทิ้งคราบสีดำคล้ายเขม่าอันเกิดจากควันอย่างจงใจ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นย่อมทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกแห่งความสูญเสียที่เกิดจากการเผาไหม้และคราบควัน

ภาพที่ 7 กัญญา เจริญศุภกุล “ธง- 17-20 พฤษภา 2535  โมโนพริ้นบนกระดาษสาขนาด 232 x 167 ซม. (2535)

ภาพที่ 8 กัญญา เจริญศุภกุล “ธง- สาบสูญ พฤษภา 2535  โมโนพริ้นบนกระดาษสาขนาด 232 x 167ซม. (2535)

อรรฆย์ ฟองสมุทร อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภัณฑารักษ์ และนักวิจารณ์ศิลปะ ได้เขียนถึงผลงานในชุด “ธง- พฤษภา 2535” ของกัญญาอย่างละเอียดเอาไว้ว่า

            ...กัญญาเลือกเอาจิตรกรรมเป็นสื่อสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง เป็นการส่งข้อความทางการเมืองผ่านสื่อจิตรกรรมในฐานะของคนทำงานศิลปะ ร่องรอยภาพลักษณ์ของธงไตรรงค์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติระบอบการปกครองใหม่ทีถูกเน้นย้ำยิ่งขึ้นใช่วงรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลยสงคราม ในช่วงที่เรียกว่าการสร้างชาติที่ผลต่อความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวยังคงปรากฏเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ถูกนำมาทาทับด้วยสีอะคริลิคทาบ้านผสมดินที่ทำให้เกิดคราบไคล...
            ...ธงชาติไทยในจิตรกรรมชุดนี้ไม่ได้แสดงความหมายเชิงสัญญะมากเท่ากับความหมายของการแสดงอารมณ์ความรู้สึก เนื่องจากว่าภาพเชิงประจักษ์ที่เลือนลางและเปรอะเปื้อนของธงไตรรงค์ กลับกลายเป็นภาษาศิลปะที่ข้ามพรมแดนของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมากกว่าที่จะดำรงอยู่ภายในภาษาศิลปะ อีกทั้งยังสามารถแปลความหรือถอดรหัสความหมายทางวัฒนธรรมได้ชัดเจนไม่ว่าจะในแง่ของความรู้สึก หรือในแง่ความคิดรวบยอด ทั้งนี้เพราะเหตุที่ว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏบนธงไตรรงค์หรือธงชาติโดยธรรมชาตินั้นกินพื้นที่ความหมายที่กว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สภาวะของความขัดแย้งหรือสภาวะของความไม่แน่นอนทางสังคมการเมือง[1]

ในช่วงปีพ.ศ. 2541-2542 กัญญาเริ่มสร้างผลงานในรูปแบบที่ต่างจากจิตรกรรมและภาพพิมพ์ นั่นคือสร้างรูปประติมากรรม 3 มิติ รูปนกพิราบสีขาวขนาดเท่าจริงด้วยปูนปลาสเตอร์จัดวางรอบๆ ลานเสาชิงช้า ผลงานชุด "พิราบขาว" นี้ มีลักษณะการนำเสนอในรูปแบบการติดตั้งผลงานตามบริบทของพื้นที่ (Site Specific Installation) ซึ่งศิลปินสร้างขึ้นตามโครงการศิลปกรรมกรุงเทพเมืองฟ้าอมร แม้ว่าผลงานชุดนี้จะหลีกหนีมิติของการรับรู้แบบ 2มิติ แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของผลงานชุด "ธง" ในด้านของการนำเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมและการเมืองไทย

กัญญาใช้ประติมากรรมนกพิราบสีขาวเป็นภาพสัญญะที่นำไปสู่ความเป็นตัวแทน (Representation) อันเกี่ยวโยงกับสันติภาพระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่ง นกพิราบนี้อาจเป็นความหมายของการสื่อสารจากคนสู่คน จากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่ง หรือจากเวลาหนึ่งสู่อีกเวลาหนึ่ง[2] ซึ่งนกพิราบสีขาวถูกจัดวางเป็นกลุ่มราวกลับเป็นนกพิราบจริง ทว่าบางครั้งก็ดูหลอกหลอนคล้ายภาพของซากศพอันไร้วิญญาณของนกพิราบที่เสียชีวิตจากคำสั่งของผู้มีอำนาจในสังคมมนุษย์ที่พิพากษาสรรพสิ่งผ่านมายาคติของตนเอง นกพิราบขาวจึงเป็นสิ่งที่ทดแทนชีวิตของสัตว์ที่สูญเสียไป[3] หรือบางทีก็เปรียบได้กับชีวิตของผู้คนมากมายที่สูญสลายไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์แต่ละห้วงเวลา


ภาพที่ 9 กัญญา เจริญศุภกุล “พิราบขาว” ขนาดผันแปรตามพื้นที่ (2541-2542)

ภาพที่ 10 กัญญา เจริญศุภกุล “พิราบขาว” ขนาดผันแปรตามพื้นที่ (2541-2542)

ต่อมากัญญาได้นำประติมากรรมชุด "พิราบขาว" มาแสดงนิทรรศการอีกครั้งภายใต้บริบทการติดตั้งภายในพื้นที่หอศิลป์ ซึ่งแม้ว่าบริบทแวดล้อมของพื้นที่ทั้งทางความหมายสัมพัทธ์และประวัติศาสตร์จะขาดหายไป แต่ผลงาน "พิราบขาว" ก็ถูกจัดการและติดตั้งเพื่อสร้างภูมิทัศน์ให้กับผลงานขึ้นใหม่ ซึ่งในสวนนี้อรรฆย์ ฟองสมุทรได้เขียนบรรยายและวิเคราะห์งานอย่างน่าสนใจเอาไว้ว่า

ภาพที่ 11 กัญญา เจริญศุภกุล “พิราบขาว” ขนาดผันแปรตามพื้นที่ (2541-2542)

            ...ประติมากรรมสามมิติรูปนกพิราบกับความเป็นพื้นที่เฉพาะกาลในโครงการกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนั้น มีความหมายภายในสำหรับคนท้องถิ่นที่มีความผูกพันกับพื้นที่แสดงงานคือ ลานเสาชิงช้า บริเวณหน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม การนำเอาประติมากรรมจัดวางที่มีอยู่เดิมมาใช้ ในบริบทของพื้นที่ใหม่ที่เป็นพื้นที่ปิดนำเสนอในเชิงสัมพัทธ์กับจิตรกรรมนามธรรมและผลงานที่สร้างขึ้นใหม่บางส่วน ได้สะท้อนร่องรอยของเรื่องราวในปัจจุบัน ความหมายใหม่นั้นจึงไม่ปรากฏวาระของเรื่องพื้นที่ หากดำรงความหมายในเชิงปรากฏการณ์มากกว่า ร่องรอยการแตกหักและบุบสลายบางส่วนของนกตัวเดิมถูกนำมาใช้โดยปราศจากการแต่งแต้มได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์และความโรยราของสัญลักษณ์เพื่อความสันติสุขเหล่านั้น  ความหมายของประติมากรรมรูปนกพิราบแปรเปลี่ยนไปสู่ความหมายสากลที่สะท้อนเรื่องภารดรภาพกับความหวังเล็กๆ ที่อยากเห็นความเป็นธรรมในสังคม...[4]

ดังนั้นจะเห็นว่าเมื่อผลงาน "พิราบขาว" ได้ถูกติดตั้งในพื้นที่เปิดอย่างลานเสาชิงช้า ซึ่งบริบทของพื้นที่มีความสัมพันธ์กันกับรูปประติมากรรมนกพิราบขาว เนื้อหาที่ต้องการนำเสนอจึงสื่อสะท้อนมีความสอดคล้องกันอย่างเด่นชัด ในขณะที่เมื่อได้นำผลงาน "พิราบขาว" เข้ามาจัดแสดงหอศิลป์ ศิลปินจึงจัดการผลงานใหม่ให้เข้ากับบริบทใหม่และสร้างความหมายใหม่ขึ้น

ภาพที่ 12 กัญญา เจริญศุภกุล “พิราบไทย พ.ศ. 2551 เมื่อไหร่จะไม่พิลาป (เสียที)” ขนาดผันแปรตามพื้นที่ (2551)

 
ภาพที่ 13 กัญญา เจริญศุภกุล “พิราบไทย พ.ศ. 2551 เมื่อไหร่จะไม่พิลาป (เสียที)” ขนาดผันแปรตามพื้นที่ (2551)

กัญญานำกระจกเงาสีปกติ กระจกเงาสีแดง และกระจกเงาสีน้ำเงินมาวางบนผ้าสีขาวตามพื้นที่ๆ จัดวางประติมากรรมนกพิราบขาว สิ่งที่เกิดขึ้นคือปรากฏแสงสะท้อนคล้ายสีธงชาติไทย ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้เกิดสมมุติฐานได้ว่าศิลปินต้องการเชื่อมโยงผลงานชุดนี้กับสัญญะของธงชาติไทยเป็นส่วนเสริมเนื้อหาหลักของผลงาน

ภาพที่ 13 กัญญา เจริญศุภกุล “พิราบไทย พ.ศ. 2551 เมื่อไหร่จะไม่พิลาป (เสียที)” ขนาดผันแปรตามพื้นที่ (2551)
  

โดยสรุปแล้วผลงานจิตรกรรมชุด "ธง"ของกัญญาเป็นผลงานที่จัดอยู่ในกลุ่มศิลปะแบบเอ็กซ์เพรสสิวิสม์ (Expressivism) ที่สะท้อนความเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน ซึ่งมีรูปแบบการนำเสนอที่เน้นความเคลื่อนไหวและความรุนแรงทางทัศนธาตุเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองภาคประชาชนที่เข้มข้นเด่นชัด รอยฝีแปรงอันหยาบที่เห็นชัดเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงไปสู่เรื่องราวอันเห็นเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ศิลปินใช้ทัศนธาตุเพื่อสอดรับกับประเด็นของเนื้อหา ธงชาติที่ปรากฏในผลงานสัมพันธ์กับแนวคิดชาตินิยมและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างน่าสนใจ

ในขณะที่ผลงานในชุด "พิราบขาว" มีการนำเสนอที่เน้นแนวคิดเป็นแกนหลัก (Conceptual) โดยให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการติดตั้งผลงานตามความผันแปรของพื้นที่ได้อย่างลงตัว(Site Specific Installation) ส่วนเนื้อหานั้นศิลปินยังคงนำเรื่องอันเกี่ยวการการเมืองและสังคมมาเป็นแรงบันดาลใจ ผ่านภาพสัญญะของรูปประติมากรรมนกพิราบสีขาว ผลงานในชุดนี้อาจจะสรุปได้ว่า ศิลปินสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะศิลปะแบบอินสตรูเมนทัลลิสม์ (Instrumentalism) ที่สะท้อนความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความเป็นไปในสังคมไทย

โดยสรุปแล้วบทบาทของผลงานศิลปะของกัญญา เจริญศุภกุลนั้น เป็นเสมือนบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่อุดมไปด้วยสุนทรียภาพ (Aesthetic)อันซับซ้อน ผลงานดังกล่าวนี้ไม่เพียงธำรงไว้ซึ่งอำนาจของสุนทรียภาพและความเพลิดเพลินทางอารมณ์ในระดับปัจเจกเท่านั้น หากแต่ผลงานศิลปะเหล่านี้ยังมีมิติในการสื่อสาร (Communication) ความเป็นไปในสังคมไทยร่วมสมัย  เพื่อเป็นภาพตัวแทนและสื่อสะท้อนแนวคิดชาตินิยม ค่านิยมในสังคม วัฒนธรรมที่หลากหลาย ความเป็นไปของสังคม และความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์.
___________________________________________________________________________________________
 บรรณานุกรม

ภาษาไทย
นิทรรศการกัญญาสนทนากับกัญญา.  การแสดงศิลปกรรมของ รศ.กัญญา เจริญศุภกุล  ณ หอศิลป์
                 สศร., 5 สิงหาคม - 5 กันยายน 2551. ม.ป.ท., 2535.
นิทรรศการกรุงเทพเมืองฟ้าอมร, สูจิบัตรมหกรรมศิลปะแห่งเอเชีย เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่13 กรุงเทพเมืองฟ้าอมร,  (ม.ป.ท., 2541), 84-85.
นิทรรศการครั้งที่ 7 ของอาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.  
                 การแสดงศิลปกรรมของคณาจารย์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์
                 มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ หอศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์
                 มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, 15 กันยายน - 5 ตุลาคม 2535.  กรุงเทพมหานคร :
                 อมรินทร์พริ้นติ้ง, 2535.
วิโชค  มุกดามณี.  6 ทศวรรษ ศิลปกรรมร่วมสมัยในประเทศไทย 2486-2546.  กรุงเทพมหานคร :
                 อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2545.

ข้อมูลออนไลน์
Rama IX Art Museum Foundation. Kanya Chareonsukul  [Online].  Accessed 25 December 2011, Available from  http://www.rama9art.org/kanya/work301.html




[1]อรรฆย์  ฟองสมุทร, 1 ความเชื่อ 1 ความคิด 2 อารมณ์ กับการเป็น1 กัญญา เจริญศุภกุล” ใน นิทรรศการกัญญาสนทนากับกัญญา, ณ หอศิลป์ สศร.,  5 สิงหาคม - 5 กันยายน 2551, (ม.ป.ท., 2551), 32-33.
[2] จักรพันธ์ วิลาสินีกุล, “พิราบขาว” ใน นิทรรศการกรุงเทพเมืองฟ้าอมร, สูจิบัตรมหกรรมศิลปะแห่งเอเชีย เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่13 กรุงเทพเมืองฟ้าอมร , (ม.ป.ท., 2541), 84-85.
[3] ดร.เตยงาม คุปตะบุตร, บทนำ ใน นิทรรศการกัญญาสนทนากับกัญญา, ณ หอศิลป์ สศร.,  5 สิงหาคม - 5 กันยายน 2551, (ม.ป.ท., 2551), 26. 
[4]อรรฆย์  ฟองสมุทร, 1 ความเชื่อ 1 ความคิด 2 อารมณ์ กับการเป็น1 กัญญา เจริญศุภกุล” ใน นิทรรศการกัญญาสนทนากับกัญญา, 33.



วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทสนทนา

โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ           
           
           สายฝนโปรยปรายในความมืดครึ้มยามค่ำ บนศาลาไม้เล็กๆ กลางวัดป่า มีแสงสลัวของตะเกียงน้ำมันขนาดเล็กสว่างวูบๆ วาบๆ ตามแรงลมพัดเปลวไฟ บนศาลามีภิกษุหนุ่มกับชายหนุ่มนั่งสนทนากันอย่างเงียบๆ ด้วยระยะห่างไม่มากนัก ท่ามกลางเสียงจ๊อกๆแจ็กๆของสายฝนที่ตกไม่ขาดระยะ
            ภิกษุหนุ่มทอดตาลงต่ำในระยะอกของชายหนุ่มแล้วถามขึ้น
            "โยมคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ อาตมาว่าโยมน่าจะใช้เวลาที่นี่อีกสักระยะหนึ่งนะ"
            ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงด้วยความขมขื่น
             "ผมคงลืมเธอไม่ได้จริงๆ ทั้งๆที่รู้ว่าถึงอย่างไรเธอก็ไม่กลับมา และก็ไม่รู้ว่าผมจะกลับไปที่นั่นทำไม แต่ผมไม่อยากอยู่ที่นี่จริงๆ มันฟุ้งซ่านเหลือเกิน"
            "โยมก็รู้ว่าเธอไปจากโยมเพราะโยมเองเป็นสาเหตุ"
            "ผมรู้ว่าผมเป็นคนผิดที่ด่าว่าเธอ แต่เธอก็ไม่น่าจะไปคบหากับผู้ชายคนอื่น แถมยังตอนนั้นเธอก็ยังคบผมอยู่ทนโท่ นี่มันเป็นเรื่องการเป็นชู้กันนะท่าน มันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรือทะเลาะอะไรกัน"
            ภิกษุถอนหายใจเบาๆ และกล่าวว่า "โยมต้องให้เวลาตัวเองและต่อสู้กับความคิดที่ต้องการเธอได้แล้ว อาตมารู้ว่าโยมทุกข์ใจและแค้นใจมาก อาตมาเข้าใจว่าจริงๆ แล้วโยมไม่ใช่คนเลวอะไร และอาตมาก็รู้อีกว่าสาเหตุนี้เกิดอาจเกิดจากการที่โยมทั้งสองไม่ได้มีเวลาต่อกัน พอเกิดช่องว่างระหว่างความรู้สึก สัญชาติญาณของมนุษย์ก็ย่อมต้องการที่พึ่งพิงและนั่นเป็นสิ่งที่โยมละเลยเธอ"
            ชายหนุ่มมองภิกษุด้วยสายตาที่หมองหม่น "ผมต้องทำงานเพื่อที่จะเอาเงินที่ได้มาขอเธอแต่งงาน เธอก็รู้ แต่ทำไมเธอถึงไม่ยอมรอผมละ ทำไมถึงต้องทิ้งผม" ชายหนุ่มพูดด้วยด้วยเสียงเหมือนสะอื้น
            ภิกษุพูดขึ้น "โยมตัดใจเสียเถอะ ยิ่งโยมทำแบบนี้ก็ยิ่งกลายเป็นการทำร้ายตัวเองเสียมากกว่า อาตมาว่าโยมอย่าเพิ่งกลับไปเลย ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้ โยมทั้งสองอาจจะทำกุศลด้วยกันในอดีตเพียงเท่านี้ มันเป็นเรื่องของการทำบุญทำกรรมมาร่วมกัน บางทีโยมอาจจะได้เจอผู้หญิงที่ดีกว่านี้ก็เป็นได้"
            "แต่ผมรักเธอนี่ครับท่าน" ชายหนุ่มโพล่งสวนออกไป...
            ฝนยังคงตกอยู่อย่างไม่ลดราวาศอก ทั่วบริเวณเปียกชื่นอย่างชัดเจน และด้วยแรงลมที่มาจากคลื่นฝนยิ่งทำให้อากาศที่เย็นอยู่แล้วยิ่งหยาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม
            ชายหนุ่มเอามือซุกกอดกับหน้าอกก้มหน้ามองพื้นกระดานไม้ศาลา พลางพูดสนทนากับภิกษุ
            "ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เมื่อไรผมจะลืมเธอลงได้เสียที ที่มาที่นี่ก็เพราะอยากจะลืม แต่ไม่ว่าจะทำอะไรๆ ผมก็คิดถึงเธอตลอดเลย จนผมไม่อยากจะทำอะไร อยากจะหลับๆไป ไม่อยากตื่น ไม่อยากฝัน"
            "โยมต้องตั้งสติให้ดีนะ เพราะไม่มีใครช่วยโยมได้เท่ากับที่โยมต้องช่วยตัวเอง โยมต้องอดทนและต่อสู้กับความเป็นจริง แม้ว่าจะเจ็บปวด ทุกข์อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพราะโยมยึดมั่นถือมั่นว่าเธอเป็นคนรักของโยม แน่หละอดีตอาจจะใช่ แต่ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทุกวันนี้เธอเป็นผู้หญิงของคนอื่นแล้ว และโยมก็เป็นคนอื่นแล้วสำหรับเธอ โยมมีหน้าที่ๆ ต้องดูแลตัวเองให้เป็นปกติที่สุด อย่าให้อำนาจของอุปาทานมาทำให้โยมต้องจมไปกับความทุกข์นั้น" ภิกษุพูดยาวเพื่อปลอบใจและให้คำชี้แนะ
            "ท่านคิดว่าผมควรทำอย่างไรถึงสมควรที่สุดครับ" ชายหนุ่มพูดเสียงสะอื้นเบาๆ
            "โยมปฏิบัติธรรมที่นี่อีกซักระยะจนกว่าโยมจะหาทางออกได้"
            "ทำไมท่านไม่บอกทางออกกับผมเองละ ทำไมผมต้องคิดต้องหาเอาเอง"
            "อาตมาเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทาง แต่โยมต้องเป็นผู้แก้ปัญหาและต่อสู้กับตัวเองให้ได้ เพราะทุกข์นั้นโยมเองเป็นผู้ก่อ เป็นผู้เก็บ และเป็นผู้ที่กำลังเสพทุกข์นั้นด้วยอวิชชาหรือความไม่รู้ ถ้าโยมไม่หาทางออกด้วยตัวเอง ก็ไม่มีอะไรช่วยโยมได้แม้แต่อาตมาก็ตาม" ภิกษุพูดด้วยความเมตตา
            "หรือว่าโยมจะเลือกว่าโยมจะออกบวชละ"
            "ผมไม่พร้อมที่จะบวชหรอกครับ ผมยังมีหน้าที่การงานอยู่ที่บริษัทอีกเยอะ"      
            "นั่นเป็นสิ่งที่โยมเลือกนะ อาตมาบอกทางออกแล้ว"
            ชายหนุ่มนิ่งคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตั้งแต่ที่เธอเข้ามามีอิทธิพลในการใช้ชีวิตของเขา ชายหนุ่มยังคิดว่าถึงอย่างไรตัวเขาไม่ใช่ผู้ที่ผิด เธอต่างหากคือผู้ผิด เธอเป็นคนมีชู้และคิดนอกใจเขา เขาต่างหากที่ซื่อสัตย์และมั่นคง เขาเป็นผู้ที่ทำงานเพื่อสร้างอนาคต เพื่อสร้างครอบครัวที่มีเขากับเธอและมีลูกตัวน้อยเพื่อเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์
            ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปมาในศาลาไม้แห่งนั้น พลางสะอื้นและเหมือนพร่ำบ่นอยู่ตลอดเวลา ภิกษุหนุ่มมองตามอย่างนิ่งๆพลางหลุบตาลงจนเกือบหลับจนดุราวกับพระพุทธรูปผู้ไม่แยแสกับสิ่งรอบข้างใดๆ ชายหนุ่มเหลือบมองภิกษุหนุ่มด้วยความรู้สึกหดหู่ จนกลายเป็นความเย้ยหยันพร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย
            "ท่านไม่เข้าใจผมหลอก เพราะท่านไม่เคยมีความรัก ท่านไม่ทุกข์เพราะท่านอยู่คนเดียว แต่ผมไม่ใช่ ผมต้องการครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง และการงานที่มั่นคง แต่ท่านไม่ใช่"
            ภิกษุหนุ่มมิได้เหลือบตาขึ้น และพุดด้วยเสียงอันนิ่งเรียบว่า "โยมไม่เข้าใจตัวเองมากกว่า อย่ามาว่าอาตมาเลย เพราะแม้ว่าอาตมาจะไม่มีอย่างที่โยมได้กล่าวหา แต่ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับโยม โยมต่างหากที่ไม่พยายามเข้าใจความเป็นจริงของโลก"
            "แล้วความจริงของโลกคืออะไร" เขาถาม
            "ความจริงคือทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน ปรับแปรเปลี่ยนไป และไม่มีสาระของการยึดถือเป็นของเราตัวเรา เพราะมันมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีตัวตน หากเราเข้าใจลักษณะของโลกแบบนี้ได้ เราก็ไม่ทุกข์" ภิกษุหนุ่มยังคงตอบเรียบเช่นเคย
            "ผมไม่เชื่อท่าน...เพราะท่านก็เป็นมายา!" ชายหนุ่มชี้หน้าและตวาดภิกษุหนุ่ม
            ภิกษุหนุ่มถอนหายใจและค่อยๆ ลืมตาอย่างช้าๆ พร้อมๆ กับยืนขึ้นและค่อยเดินด้วยอาการสำรวมไปประจันหน้ากับชายหนุ่มที่กำลังยืนชี้หน้า ด้วยหน้าตาที่ดูแปลกๆ
            "โยมต้องการอาตมา อาตมารู้ดี แต่โยมไม่ช่วยตัวเองเลย โยมเอาแต่อามรณ์ตัวเองเป็นใหญ่ และไม่มีสติที่จะพิจารณาอะไรๆเลย...อาตมาคงช่วยโยมไม่ได้แล้วแหละ"
            ภิกษุพูดเสร็จก็เดินตรงมายังร่างของชายหนุ่มและเดินทะลุเข้าไปประทับยังร่างของชายหนุ่มที่กำลังยืนอย่างงงงวย
            ภิกษุเดินหายเข้าไปในร่างของชายหนุ่ม ซึ่งเขายืนยิ่งอยู่ในศาลาไม้ศาลาไม้หลังเล็ก กลางวัดป่า ท่ามกลางเสียงฝนพร่ำในยามค่ำคืนที่มิได้ลดลง ชายหนุ่มเอามือทั้งสองกุมหน้าแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เขาทรุดเข่าลงอย่างหมดเรี่ยวแรง และหมดสติทรุดลงไปกับพื้นด้วยความน่าสงสาร
            ซึ่งเขาไม่รู้ว่าแท้จริงภิกษุไม่ได้หายไปไหนเลย ชายหนุ่มต่างหากที่หายไป เหลือเพียงภิกษุที่กำลังนั่งสมาธิอย่างลำพังบนศาลาไม้หลังเล็กนั้นกลางผืนป่าที่เต็มไปด้วยหยาดฝน

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

นิทรรศการศิลปะ "19"


นิทรรศการศิลปะ "19"
โดยผู้รักในศิลปะ 10 คน
เปิดนิทรรศการในวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 19.00 น.
ณ ชั้น 2 Brown Sugar: The Jazz Boutique ถนนพระสุเมรุ