วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562

สรรนิพนธ์ของจิตรกร


โดย: สุริยะ ฉายะเจริญ




โลกของนักสร้างภาพคือดินแดนที่จิตรกรสถิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง จิตรกรคือนักสร้างภาพที่มิอาจบอกเล่าสภาพแวดล้อมและเรื่องราวของดินแดนแห่งจินตนาการด้วยถ้อยความเฉกเช่นนักประพันธ์ หากแต่แสดงออกด้วยภาษาของภาพที่มีนัยอันซ่อนเร้นสิ่งต่างๆ ให้ปรากฏบนผืนผ้าใบผ่านเส้นและสีที่มือของเขาเคลื่อนตามจิตที่คิดนึก ภาพที่ปรากฏออกมาแสดงความรู้ของจิตรกรที่เขาได้รับจากประสาทสัมผัสภายนอกผนวกเข้ากับความคิดและความรู้สึก อันอยู่ภายใต้แนวคิดแบบประสบการณ์นิยม (Empiricism) ที่เชื่อว่า ความรู้เกิดขึ้นจากการสัมผัสประสบการณ์ตรงไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง ดังที่จอห์น ล็อค (John Locke) เห็นว่า ความรู้จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการสัมผัสแล้วจึงนำไปสู่ความรู้สึกความคิดนึกก่อนจะแสดงออกมา
            ทว่าในอีกด้านหนึ่ง จิตรกรเองก็แสดงออกอย่างมีหลักการเฉพาะตัวอันประกอบขึ้นจากตรรกะทางสุนทรียะในการประกอบสร้างภาพในจินตนาการให้ปรากฏอย่างเป็นหลักเกณฑ์ที่สามารถนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจได้ เช่น หลักการของกายวิภาค (Anatomy) ทัศนียวิทยา (Perspective) ค่าน้ำหนักแสงเงา (Chiaroscuro) หรือแม้กระทั่งสีสันที่ปรากฏ (Color theory) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลนิยม (Rationalism) ซึ่งเรอเน เดส์การ์ต (Rene Descartes) เชื่อว่าประสาทสัมผัสหรือประสบการณ์อาจนำไปสู่ความรู้แท้ได้ไม่ดีเท่าเหตุผล เหตุผลคือความรู้ที่ความบริสุทธิ์และพิสูจน์ได้
ในขณะที่คุณค่าของจิตรกรรมตามสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic) นั้นก็ขึ้นอยู่กับการประเมินในด้านความสัมพันธ์ของจิตรกร วัตถุศิลปะ และบริบทที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมประสบการณ์สุนทรียะว่าเป็นเช่นไร คุณค่าของงานจิตรกรรมนั้น พึงแสดงออกถึงความงามแต่เพียงอย่างเดียว หรือแสดงความรู้สึกสะเทือนใจบางอย่าง หรือแสดงกระบวนคิดสาระสำคัญ หรือผสมผสานทั้งความงาม ความรู้สึก และความคิดเข้าด้วยกันแบบสัมพัทธนิยม (Relativism) ที่เชื่อว่า ความสัมพันธ์ของคุณค่าเชิงสุนทรียะนั้น เกิดจากความสัมพันธ์ของจิตกับวัตถุศิลปะอันนำไปสู่คุณค่าที่หลากหลายแตกแขนงไปอย่างไม่รู้จบขึ้นอยู่กับการถอดรหัสและตีความของบุคคล

  


            ดังที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับงานจิตรกรรมในนิทรรศการศิลปะ Anthology / สรรนิพนธ์ ของวีรพงษ์ ศรีตระกูลกิจการ ผู้ที่เป็นร่างทรงของสิ่งที่เรียกว่า “จิตรกร” เขาใช้คำว่า “Anthology / สรรนิพนธ์” เป็นหัวข้อหลักในการแสดงงานจิตรกรรมที่มีเนื้อหาสาระที่หลากหลาย แม้ภาพจิตรกรรมของเขาในการแสดงครั้งนี้อาจดูคุ้นเคยกับผู้ที่เห็นผลงานของเขามาสักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม นิทรรศการครั้งนี้ เขาได้ใส่รหัสของภาพแต่ละภาพด้วยรูปสัญญะที่ดูราวกับแตกแยกเนื้อหากันโดยวางรูปร่างรูปทรงเคียงกันและทับซ้อนกันคล้ายกับการปะติด ซึ่งผู้ดูจึงต้องทำการปะติดปะต่อเรื่องราวของแต่ละภาพเอาเองด้วยการใช้เวลาจ้องมองและตีความจากสิ่งที่ปรากฏ หากแต่เมื่อเราถือว่า “นักประพันธ์ได้ตายลงแล้ว” (La mort de l’auteur) ตามที่โรลองด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) ได้เขียนเอาไว้ เราก็อาจจะมีอิสระขึ้นในการชมงานจิตรกรรมเหล่านี้ได้อย่างไม่ขัดเขินหรืองุนงงสงสัย เพราะเมื่อผู้ชมเองก็มีสิทธิ์ในการเดินทางไปในงานจิตรกรรมเพียงลำพังได้เอง วีรพงษ์จึงเป็นเพียงร่างทรงของจิตรกรผู้เล่าเรื่องที่แสดงออกผ่านภาษาภาพเท่านั้น
ในอีกด้านหนึ่งที่จะไม่กล่าวไม่ได้ ก็คืองานจิตรกรรมของวีรพงษ์เป็นการเรียงร้อยจากประสบการณ์ที่สัมผัสด้วยตนเองผ่านสื่อต่างๆ ที่ผสมผสานตรรกะเชิงวิธีการทางศิลปะที่เป็นเครื่องมือในการสร้างภาพที่บอกเล่าอะไรบางอย่างแก่ผู้ชม เมื่อผู้ชมได้จ้องมองและพินิจผลงานแล้วจะรู้สึกอย่างไรหรือคิดเห็นอย่างไร มันจึงเป็นภาระของผู้ชมเองในการที่จะซึมซับความลึกซึ้งดื่มด่ำผลงานเหล่านี้ ซึ่งมันหมายถึงปัจเจกชนย่อมมีเสรีภาพของการชมงานศิลปะและเข้าสู่จินตนาการของตนเองได้ผ่านภาพที่เป็นสื่อ
แต่ก็อาจจะเกิดคำถามในแง่นี้ที่ว่า “ผู้ชมจึงจำเป็นที่ต้องเข้าใจงานจิตรกรรมตามที่จิตรกรได้สร้างรหัสของภาพหรือไม่” ก็อาจตอบได้ 2 กรณี คือ ผู้ชมก็ควรรู้ว่าจิตรกรนำเสนออะไร และผู้ชมเองก็มีเสรีภาพในการเข้าใจเหมือนหรือต่างจากจิตรกรได้เช่นกัน ทั้งนี้หากเราเชื่อว่าคุณค่าของงานจิตรกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของความงามแต่อย่างเดียว หากแต่มีความคุณค่าด้านเหตุผล ความจริง และความดีภายใต้บริบทที่เกี่ยวร่วมอยู่ด้วยแล้ว งานจิตรกรรมก็น่าจะมีนัยแฝงบางประการที่ผู้ชมแต่ละคนสามารถเรียนรู้จากสื่อชนิดนี้ด้วยตนเองเพื่อแตกประเด็นความรู้หรือประสบการณ์อื่นๆ ได้อีกมากมาย

 

หากจะกลับมาในงานจิตรกรรมของวีรพงษ์อีกครั้ง ก็อาจจะสรุปได้ว่า นิทรรศการนี้เป็นการรวมเรื่องเล่าที่หลากหลายที่ตัวเขามีต่อโลก ผ่านประสบการณ์และความคิดคำนึงเชิงข้อมูลและวิเคราะห์แล้วจึงแสดงออกมาผ่านรหัสของภาพที่หลากหลาย เรื่องราวของภาพที่อาจจ้องมองแล้วราวกับไม่ปะติดปะต่อกันคือบทเรียนสำคัญที่ให้ผู้ชมได้พินิจพิเคราะห์สนทนากับภาพๆ นั้นด้วยตัวเอง เพราะหากจิตรกรได้ทิ้งร่างทรงลงแล้วหลังจากวางพู่กัน นั่นย่อมหมายความว่า งานจิตรกรรมได้ทำหน้าที่ในการแสดงออกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลากหลาที่ผู้ชมคงต้องตั้งคำถามและหาคำตอบเองจากสิ่งที่ปรากฏ ทั้งเบื้องหน้าบนระนาบผ้าใบและลึกเข้าไปในดินแดนลึกลับที่ถูกโฉบทาด้วยเส้นและสีที่ลวงตาให้เห็นเป็นภาพต่างๆ และนั่นคือการทำงานของภาษาภาพ อันเป็นหน้าที่หลักที่สำคัญของงานจิตรกรรมในนิทรรศการนี้
เพราะนี่ก็คือบทนิพนธ์อันหลากหลายของจิตรกรผ่านร่างทรง
และเพราะนี่คือสรรนิพนธ์ของจิตรกร.


 




1 ความคิดเห็น: